นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความ วันที่ 21 มีนาคม 2555

รุ่งอรุณ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน สรรพชีวิตตื่นขึ้นพร้อมเพรียง รอรับแสงแรกของวันใหม่ เพื่อเติมเต็มพลังจากจักรวาล แต่ภาระกิจของชีวิตยุคใหม่ พรากผู้คนออกห่างธรรมชาติ ติดกับดักกันอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่มนุษย์สร้าง คับแคบ กดดัน และเร่งเร้า ยากที่ใครจะเข้าถึงความสุขสงบได้



------------------------------------


ตื่นเช้าวันนี้ปล่อยนก ๒ ตัว(หนังสือ ๒ เล่ม)ผ่าน Flying Book ของแอมเวย์ เป็นการทำบุญโดยวิธีง่ายๆได้กุศลมาก เพราะเป็นการให้ธรรมเป็นทาน ที่ท่านบอกว่าเป็นการให้ที่สูงสุด 
ขอบคุณแอมเวย์ประเทศไทย ที่คิดทำกิจกรรมนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก นับเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมในการนำไอทีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างง่าย เหมาะเจาะ เป็นประโยชน์ และคนจำนวนมากสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวาง



-----------------------------

คนมีเงินในประเทศเรา ถ้าซื้อรถ สร้างตึก ลงทุน และบำรุงวัตถุกันพอสมควรแล้ว ควรจะได้ออกไปทำเกษตร และปลูกต้นไม้กันให้มากๆ เพื่อช่วยกันฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชนบท ให้สามารถเลี้ยงดูคนด้อยโอกาสให้อยู่ดีมีสุขในท้องถิ่นของเขา ดีกว่าปล่อยให้เขายากลำบาก จนต้องละทิ้งบ้านเกิดแห่กันไปรับใช้สังคมเมือง อย่างไม่มีความหวัง



บทความ วันที่ 19 มีนาคม 2555

ถ้าเราคิดแต่จะหางานหาเงิน ทำงานทำเงิน เราจะตกเป็นทาสงานทาสเงินตลอดไป ถ้าปรารถนาอิสรภาพและความมั่งคั่ง ต้องสร้างงานที่มีระบบอันยั่งยืนเพื่อสร้างรายได้ที่ต่อเนื่อง เมื่อนั้นแหละชีวิตจึงจะหลุดพ้นจากการเป็นทาสงานและเป็นทาสเงิน



----------------------------------------------------------------------------------

เมื่อไรที่เราปลดพันธนาการของชีวิตออกจากวังวนของงาน-เงินแบบไร้เหตุผลนี้ได้ ในวันที่เรามีอิสรภาพทางการเงิน เราจะได้เห็นมุมดีๆของชีวิตและพื้นที่ยังงดงามบนโลกใบนี้ ที่ยังมีคนไปถึงได้ไม่มากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ติดข้องอยู่กับภาระที่ยุ่งเหยิง งานหนัก เงินน้อย และชีวิตที่ถูกล้อมกรอบอยู่ด้วยข่าวร้ายๆไม่จบสิ้น



บทความ วันที่ 12 มีนาคม 2555


บนเวทีเสวนาเมื่อวาน ประเด็นหนึ่งที่เราพูดถึงกันคือการถ่ายโอนธุรกิจที่เราสร้างกันมาแก่คนรุ่นต่อไปอันหมายรวมถึงลูกหลานของเราด้วย


กิจการและวิธีการต่างๆในโลกยุคใหม่ มีแนวโน้มจะเป็น "ชั่วคราว" เกิดเร็วโตเร็วตายเร็ว มากกว่าที่จะ "ยั่งยืน" การที่มีกิจการงานอะไรที่ยั่งยืนไปถึงขั้นที่จะถ่ายโอนไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างสอดคล้องต้องกันกับกับธรรมชาติของพวกเขา ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา


มีธุรกิจโมเดลเก่ารุ่นพ่อแม่ไม่น้อยที่บากบั่นฟันฝ่ากันมาชั่วชีวิต จนเหลือมาถึงรุ่นลูก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่เฉพาะที่เมืองไทย คือคนรุ่นลูกไม่ยอมเข้าไปแบกรับธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมา เพราะคนรุ่นใหม่มีธรรมชาติอย่างใหม่ที่ไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ เช่น เขามีความรู้ เขาชอบความแปลกใหม่ ชอบสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ รักอิสระ ชอบชีวิตที่มีคุณภาพและความสุขสบาย แต่เขาก็พร้อมที่จะเหนื่อยกับสิ่งที่เขารู้สึกท้าทายและมีความหวัง


จึงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้คนรุ่นใหม่ ยุติการแสวงหา ละทิ้งอิสระภาพและคุณภาพชีวิต มาตรากตรำจำยอมและอดทน อยู่กับความยุ่งยากและเครียดกลุ้ม กับการงานรุ่นพ่อแม่ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น 


ธุรกิจแนวใหม่ที่ท้าทายและให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้นด้วยตนเอง ให้โอกาสที่จะใช้ความคิดริ่เริ่มและความฝันที่ตนมี สร้างการงานของตนเองขึ้นมา เพื่อรางวัลที่เป็นความมั่งคั่ง ยั่งยืน และมีอิสรภาพ นี่คือลักษณะของธุรกิจที่จะเลื่อนไหลไปสู่คนรุ่นลูกโดยธรรมชาติได้เองโดยไม่มีปัญเรื่องการถ่ายโอน