1) ความเก่งนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ใครๆก็อยากเป็นคนเก่ง อยากให้ลูกเก่ง ยิ่งอัจฉริยะได้ยิ่งดี ผู้รู้ด้านด้านพัฒนาการเด็ก บอกว่าอัจฉริยะสร้างได้ โรงเรียนก็ขานรับกระบวนการสร้างเด็กเก่ง เช่น จัดห้องเรียนพิเศษไว้ต้อนรับ “เด็กกิฟท์” ที่เก่งเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ให้โอกาสเด็กเก่งของเราได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพที่เขามี
น่าเสียดายที่ความเก่งความอัจฉริยะในวัยเด็ก มักจะค่อยๆเลือนหายไปในวัยผู้ใหญ่ ถ้าจะถามบรรดาพวกผู้ใหญ่ว่า ผู้ใหญ่เก่ง ผู้ใหญ่อัจฉริยะอยู่ที่ไหน จะไม่มีใครรู้... คนเก่งของเราหายไปไหน ?
วัยเด็กนั้นเป็นวัยเรียนรู้ ส่วนวัยผู้ใหญ่เป็นวัยทำงาน เป็นวัยสร้างความสำเร็จ ความเก่งนั้นแม้จะเป็นสิ่งพึงปรารถนา แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นอัจฉริยะ พวกเขาก็เป็นคนธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เรารู้กันอยู่ เช่น จิตใจที่เบิกบาน ความพยายาม ความตั้งใจ การเรียนรู้และแก้ไขตนเอง เหล่านี้เป็นต้น การบ่มเพาะพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้เป็นโอกาสของทุกคน เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายกว่าการบ่มเพาะความเก่ง กระบวนการศึกษาและการพัฒนาคน น่าจะให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้ให้มากกว่าความเก่ง
2) เช้าตรู่วันนี้ ผมเดินผ่านบ้านทาวเฮาส์ ตรงเวลาที่สาวใหญ่วัย Gen X ในชุดทำงานออกจากบ้านด้วยใบหน้าเรียบเฉย เธอเดินข้ามซอยไปยังรถเก๋งที่จอดตากน้ำค้างอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณแม่วัยเกษียณยังอยู่ในชุดนอน ออกมาแง้มประตูส่งลูกสาวด้วยสายตาห่วงใย ลูกสาว กดรีโมท เปิดประตู สตาร์ทรถ ขับออกไป สุดซอย จนเลี้ยวซ้ายลับหายไป คุณแม่จึงปิดประตูถอยเข้าไปในบ้านที่ปิดเงียบสนิท คงจะรอจนค่ำมืด กว่าสาวออฟฟิสจะกลับถึงบ้าน
ชีวิตที่เหงาเงียบอยู่กับบ้านของคุณแม่วัยเกษียณกับชีวิตที่จำเจซ้ำซากของลูกสาววัยทำงาน ผสมกันเป็นบรรยากาศของครอบครัวเล็กๆในบ้านทาวเฮาส์กลางเมืองใหญ่ สะท้อนให้ทุกคนรู้สึกได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างได้เหือดหายไปจากชีวิต ของผู้คนในปลายยุคอุตสาหกรรมนี้

