นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความ วันที่ 9 มีนาคม 2555


ผมได้อ่านบทสนทนาสั้นๆ ของสาวน้อยสองคน คนหนึ่งปรารภว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจุดไหนคือพอดี อีกคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหน
ความพอดี กาละเทศะ ความเหมาะสม ความปกติ ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน(win-win) ความสมดุลย์(balance) อุเบกขา(equilibrium) ทางสายกลาง ..... เป็นอุดมคติของการใช้ชีวิตที่นำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืน แต่นั่นแหละเราจะรู้ได้อย่างไร
สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วย ความรู้ ความคิด การวิเคราะห์ การอนุมาน แต่เข้าถึงได้ด้วยการลงมือปฏิบัติ และเป็นการปฏิบัติที่ไม่เห็นแก่ตัวด้วย เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตนเป็นคนๆไป เหมือนการเลี้ยงตัวอยู่บนจักรยาน ไม่มีใครบอกใครได้ว่าให้ถ่ายน้ำหนักไปทางซ้ายขวาเท่าใดและรักษาความเร็วเท่าใดจึงจะสมดุลย์พอดีอยู่ได้โดยไม่ล้ม ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
เมื่อวานเราเสียเวลาไปมากมายในที่ประชุม ในการพูดคุยอภิปรายถึงปัญหาที่เกิดจากคนเพียงคนเดียว ที่ไม่รู้จักความเหมาะสม ทำสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ไม่สมดุลย์พอดี .....
และเมื่อคืนตอนที่เดินทางกลับบ้าน มีรถนับร้อยๆคันติดยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนเวลาดึกดื่นใกล้เที่ยงคืน เพียงเพราะคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ขับรถไม่รู้จักความพอดี จนทำให้เกิดปัญหาแก่คนอื่น
ความพอดี ระบบคุณค่าของคนตะวันออก ที่บรรพบุรุษของเราคุ้นเคย ยังจะมีความหมายต่อสันติภาพและความปกติสุขของสังคมตลอดไป เราต้องช่วยกันกู้กลับมาให้ได้ โดยไม่ต้องรอให้ฝรั่งเขียนเป็นหนังสือมาขาย



____________________

คนเรามีวิธีหาความทุกข์ใส่ตัวได้สารพัดแบบ มีน้องคนหนึ่งกำลังอึดอัดใจไม่เป็นสุข เพราะที่ทำงานไม่อนุญาตให้ลา เพื่อเดินทางไกลไปนั่งวิปัสนา ๗-๘ วัน เป็นทุกข์เพราะไม่ได้ไปหาความสุข ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องหาความสุขเสียดีกว่าจะได้ไม่ทุกข์

สถานที่อันสงบสวยงามและครูบาอาจารย์ที่ดี มีอยู่เฉพาะที่ เมื่อต้องการอาจต้องเดินทางไปหา แต่ความสุขและความทุกข์เกิดดับอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องหนีไปไหนและไม่ต้องไปหาที่ไหน จะให้มันอยู่หรือจะให้มันไปฝึกทำใจเอาเอง

การทำใจนั้นเป็นของยากสำหรับคนไม่เคยฝึก การทำงานจะเป็นเป็นวิธีที่ง่ายกว่า การลงมือทำงานเป็นโอสถวิเศษที่เยียวยาปัญหาชีวิตได้




บทความ วันที่ 7 มีนาคม 2555


ผมได้รู้จักคนดีที่หายาก ๒ คน ต่างวาระต่างเวลากัน คนหนึ่งเป็นข้าราชการ อีกคนหนึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทยา คนหนึ่งอาวุโส อีกคนหนึ่งเป็นผู้น้อย แต่เธอทั้งสองมีลักษณะที่เหมือนกันอย่างบังเอิญ คืออุทิศตัวให้กับงาน ทำงานหนักเต็มเวลา ทำล่วงไปถึงกลางคืน กลับบ้านดึกดื่น แม้ในวันหยุด เมื่อที่ทำงานต้องการตัว เธอก็ไม่เคยขัดที่จะไป ทั้งๆที่บ่นด้วยความรู้สึกหนักใจกับภาระงานที่มากมายเช่นนั้น แต่เธอทั้งสองคนก็ไม่ได้ทำอะไรอื่นนอกจากงานประจำ 


เมื่อพูดกันถึงความจำเป็นที่ต้องทำงานของตนเองบางอย่าง เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดและเพื่ออนาคต เธอได้คิด และเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องละวางงานประจำที่รุกล้ำเวลาส่วนตัวของเธอ เธอไม่อาจละวางได้ เธอรู้สึกว่าเธอเท่านั้นที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เธอคิดไม่ออกจริงๆว่าจะละวางไปได้อย่างไร


เป็นไปได้ว่าบางครั้ง ความนึกคิดสามัญบางอย่างได้สูญหายไปจากชีวิตของเรา เธอทั้งคู่นี้ลืมไปว่าเธอมีสิทธิ์เต็มที่กับเวลาที่เป็นส่วนของชีวิตเธอ เธอลืมไปว่างานบางอย่างถึงเธอไม่ทำก็มีคนอื่นมาทำแทน แต่หน้าที่ต่อชีวิตของเธอนั้น ถ้าเธอไม่ทำ ไม่มีใครทำแทนได้