นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความ วันที่ 8 มกราคม 2555 (2)


ในวงสนทนาเล็กๆหลังจากเลิกประชุมเมื่อคืน เราคุยกันเรื่องการเสริมสารอาหารบางอย่างเพื่อสุขภาพที่ดี มีคุณลุงคนหนึ่งร่วมสนทนาด้วย ท่านบอกว่าตัวเองเป็นโรคหลายโรค หมอห้ามกินอาหารหลายอย่าง ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อ เครื่องในสัตว์ ของมัน ของหวาน ของเค็ม คุณลุงแจกแจงแยกย่อยไปอีกมาก .....จนคนฟังต่างรู้สึกสงสัยกันว่า ถ้าห้ามกินไปเสียหมดอย่างนี้ แล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร และถ้าหากว่าปฏิบัติได้ เจ็บป่วยอยู่แล้วขาดอาหารซ้ำเข้าไปอีก ร่างกายจะมิทรุดโทรมหนักเข้าไปอีกหรือ 
สิ่งที่หลายคนสงสัย ก็คือว่าเรางดอาหารเพื่อไม่ให้โรคที่จุดนั้นจุดนี้ลุกลาม แล้วระบบร่างกายส่วนใหญ่ที่ยังดีอยู่จะมิพลอยขาดสารอาหารไปด้วยหรือ เราจะบำรุงสุขภาพของร่างกายส่วนที่ยังดีอยู่นี้โดยวิธีใดได้บ้าง นี่คือประเด็นที่เราสนทนากัน 
คุยไปคุยมา มันคล้ายๆจะเป็นความขัดแย้งของแนวคิดในการรักษาโรคกับการรักษาสุขภาพ การกินยากับการกินอาหารเสริม การรักษาเฉพาะจุดกับการรักษาองค์รวม ซึ่งต่างคนต่างก็มีความเชื่อของตนเอง สุดท้ายคุณลุงถามตรงๆว่า ตกลงท่านจะกินอาหารเสริมชนิดนั้นชนิดนี้ได้ไหม ผมให้ความเห็นกับท่านว่าพวกเราคงตอบไม่ได้ คนที่ตอบได้คือคุณหมอผู้เป็นเจ้าของไข้และคุณลุงเองผู้เป็นเจ้าของชีวิต สองคนนี้แหละที่ต้องไปพูดคุยตกลงกันเอง และไม่ควรปล่อยให้คนใดคนหนึ่งตัดสินฝ่ายเดียว



บทความ วันที่ 8 มกราคม 2555


วันนี้ ๘ มกราคม ๒๕๕๕ เป็นวันคล้ายวันเกิดของบุคคลไม่สำคัญของโลกหลายคน คนหนี่งนั้นเป็นแม่ค้าขายน้ำเต้าหู้อยู่ในหมู่บ้านผมเอง บ้านเราเป็นลูกค้าน้ำเต้าหู้ของเธอมาช้านานแล้ว เมื่อถึงวันเกิดเธอจะประดับประดาร้านด้วยลูกโป่งหลากสี ขายน้ำเต้าหู้เป็นปกติ แต่ไม่รับเงิน ให้ฟรีกับทุกๆคนที่มาซื้อ วันนี้เธอไม่ได้เงิน แต่ได้บุญและความสุขใจ


บุคคลไม่สำคัญของโลก เป็นคนส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ แท้จริงแล้วเพราะความไม่สำคัญของพวกเขานี่เอง ที่ทำให้คนอื่นสำคัญขึ้นมา การยอมตนเป็นคนไม่สำคัญ หรือการให้ความสำคัญแก่คนอื่นเป็นวิถีของสันติภาพ การสำคัญตนหรือเห็นตนเป็นคนสำคัญ เป็นบ่อเกิดของความทุกข์




บทความ วันที่ 6 มกราคม 2555


1) ความเก่งนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ใครๆก็อยากเป็นคนเก่ง อยากให้ลูกเก่ง ยิ่งอัจฉริยะได้ยิ่งดี ผู้รู้ด้านด้านพัฒนาการเด็ก บอกว่าอัจฉริยะสร้างได้ โรงเรียนก็ขานรับกระบวนการสร้างเด็กเก่ง เช่น จัดห้องเรียนพิเศษไว้ต้อนรับ “เด็กกิฟท์” ที่เก่งเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ให้โอกาสเด็กเก่งของเราได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพที่เขามี 
น่าเสียดายที่ความเก่งความอัจฉริยะในวัยเด็ก มักจะค่อยๆเลือนหายไปในวัยผู้ใหญ่ ถ้าจะถามบรรดาพวกผู้ใหญ่ว่า ผู้ใหญ่เก่ง ผู้ใหญ่อัจฉริยะอยู่ที่ไหน จะไม่มีใครรู้... คนเก่งของเราหายไปไหน ?
วัยเด็กนั้นเป็นวัยเรียนรู้ ส่วนวัยผู้ใหญ่เป็นวัยทำงาน เป็นวัยสร้างความสำเร็จ ความเก่งนั้นแม้จะเป็นสิ่งพึงปรารถนา แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นอัจฉริยะ พวกเขาก็เป็นคนธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เรารู้กันอยู่ เช่น จิตใจที่เบิกบาน ความพยายาม ความตั้งใจ การเรียนรู้และแก้ไขตนเอง เหล่านี้เป็นต้น การบ่มเพาะพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้เป็นโอกาสของทุกคน เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายกว่าการบ่มเพาะความเก่ง กระบวนการศึกษาและการพัฒนาคน น่าจะให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้ให้มากกว่าความเก่ง



2) เช้าตรู่วันนี้ ผมเดินผ่านบ้านทาวเฮาส์ ตรงเวลาที่สาวใหญ่วัย Gen X ในชุดทำงานออกจากบ้านด้วยใบหน้าเรียบเฉย เธอเดินข้ามซอยไปยังรถเก๋งที่จอดตากน้ำค้างอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณแม่วัยเกษียณยังอยู่ในชุดนอน ออกมาแง้มประตูส่งลูกสาวด้วยสายตาห่วงใย ลูกสาว กดรีโมท เปิดประตู สตาร์ทรถ ขับออกไป สุดซอย จนเลี้ยวซ้ายลับหายไป คุณแม่จึงปิดประตูถอยเข้าไปในบ้านที่ปิดเงียบสนิท คงจะรอจนค่ำมืด กว่าสาวออฟฟิสจะกลับถึงบ้าน
ชีวิตที่เหงาเงียบอยู่กับบ้านของคุณแม่วัยเกษียณกับชีวิตที่จำเจซ้ำซากของลูกสาววัยทำงาน ผสมกันเป็นบรรยากาศของครอบครัวเล็กๆในบ้านทาวเฮาส์กลางเมืองใหญ่ สะท้อนให้ทุกคนรู้สึกได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างได้เหือดหายไปจากชีวิต ของผู้คนในปลายยุคอุตสาหกรรมนี้



บทความ วันที่ 4 มกราคม 2555


เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางเข้ากรุงเทพหลังปีใหม่ในช่วงเวลาที่คนทำงานประจำเดินทางกลับพร้อมๆกัน เป็นการผจญภัยบนท้องถนนที่ยาวนานและทุลักทุเล แวะเข้าร้านอาหาร ๒ ครั้ง ทางร้านโบกให้ออกเพราะลูกค้าหนาแน่นจนอาหารหมด รถติดนิ่งนานๆ ๒ ครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ ได้เห็นทั้งน้ำใจและการแก่งแย่งแบบต่างๆในยามคับขันบนท้องถนน
นับเวลาเกือยสองร้อยปีมาแล้ว ที่ยุคอุตสาหกรรมได้ขับต้อนลูกหลานของคนยุคเกษตร เข้าสู่ตารางเวลาของชีวิตในเมือง คนนับล้านๆในเมืองใหญ่ใช้ชีวิตตามจังหวะเวลาเดียวกัน ทำงานพร้อมกัน พักพร้อมกัน เลิกงานพร้อมกัน หยุดงานพร้อมกัน ออกต่างจังหวัดบนถนนเส้นเดียวกัน ไปกางเต๊นท์ทีเดียวกัน ไปเที่ยวที่เดียวกัน จนสุดท้ายกลับเข้าเมืองวันเดียวกัน พรุ่งนี้วันทำงาน คนกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะไปติดแออัดกันอยู่ตามแยกไฟแดงเดียวกัน ก่อนที่จะเข้าไปแออัดกันอยู่ในที่ทำงานตามอาคารร้านค้า จนกว่าจะถึงวันหยุดครั้งต่อไป
สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับเวลาที่เลื่อนไหลอิสระของชีวิตในยุคเกษตร ถูกจัดระเบียบเข้าสู่จังหวะและตารางของเวลาในยุคอุตสาหกรรม เข้มข้นขึ้นจนอึดอัดขัดข้องไม่เป็นสุขในยุคสมัยของเรา ทุกวันนี้ความตึงเครียดเรื่องเวลา ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่งขึ้นทั่วโลก คือการที่กิจการและปัจเจกชนคนรุ่นใหม่พยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบจำกัดของเวลา อีกไม่นานนี้เราจะไปธนาคาร ไปซื้อของ ไปติดต่อราชการเวลาไหนก็ได้แม้หลังเที่ยงคืน ไม่ใช่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นอีกต่อไป และเราจะได้เห็นคนวัยทำงานออกจากเมืองใหญ่ไปเยี่ยมบ้านหรือไปเที่ยววันไหนหรือเวลาใดก็ได้ งานอิสระ ชีวิตอิสระที่ไร้ขีดจำกัดเรื่องเวลาและรายได้ จะรุ่งโรจน์ขึ้นนับแต่นี้ไป งานประจำและชีวิตในตารางเวลาจะค่อยหดหายไปในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังมาถึงแล้ว สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับเวลาที่เลื่อนไหลอิสระจะคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ยุคอุตสาหกรรมผ่านพ้นไป


บทความวันที่ 1 มกราคม 2555


๑ มกราคม ๒๕๕๕
เสียงไชโยโห่ร้องฉลองปีใหม่เงียบสงบลงไปนานแล้ว แสงไฟที่ละลานตาอยู่รอบทิศก่อนเที่ยงคืนดับลง คืนความมืดให้ค่ำคืน บรรยากาศก่อนย่ำรุ่ง สงบวังเวงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกไม่นานแสงทองก็จะขึ้นจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก สื่อสัญญาณว่าอรุณรุ่งวันใหม่และศักราชใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่รอผู้คนที่ยังหลับใหลเหนื่อยล้าจากการเฉลิมฉลอง
วันรุ่งพรุ่งนี้ ไม่ว่าใครจะตื่นเวลาไหน มีความจริงของชีวิตมารอรับอยู่ เราจะอยู่กับมันต่อไปเช่นปีก่อนๆ หรือจะเดินจากมันไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่า อยู่ที่เราเลือก คำอวยพรที่หลั่งไหลมาจากกัลยาณมิตร คือมนต์ภาวนาแซ่ซ้องอวยชัย เป็นกำลังใจให้กับการเริ่มต้นเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ของเรา พร้อมกับการเริ่มต้นศักราชใหม่ในปีนี้
ขอให้มิตรที่รักทุกคน มีพละกำลังในการตั้งความหวัง ตั้งความปรารถนา และตั้งใจฝึกฝนตนเอง เพื่อการเดินทางที่ราบรื่นจนกว่าจะบรรลุความฝันทุกๆคน




บทความ วันที่ 31 ธันวาคม 2554


ปีแห่งสมมติได้สิ้นสุดยุติลงในวันนี้แล้ว นี่คือโอกาสของการย้อนระลึกทบทวน หนึ่งปีที่ผ่านเลยไป อาจเป็นปีแห่ง...ความสุข...ความทุกข์...การมีชีวิตอยู่...การสู้ชีวิต...การใช้ชีวิต... สารพัดที่เราได้ทำให้มันเป็น แต่แล้วในที่สุดทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหมือนเขม่าควันจากหัวรถจักร ที่มีแต่จะจางหายไปกับอดีต


อดีตเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่เช่นเดียวกับอนาคต จะต่างกันก็ตรงที่เราทำอะไรกับอดีตไม่ได้แล้ว จึงหมดหน้าที่กับอดีต แต่เราสามารถกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของเราได้ ด้วยการเตรียมใจพร้อมเพื่อลงมือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด โอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว




บทความวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554


เต่าเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่องช้า ความโง่เง่าเต่าตุ่น แต่มันฉลาดในการปรับตัวเพื่อการอยู่รอด มันจึงอยู่ในโลกมาได้ ๒๐๐ ล้านปีแล้ว ในขณะที่คนเราเกิดมาบนโลกไม่ถึงล้านปี และก้ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปได้อีกสักห้าพันปีหรือเปล่า เต่ามันมีอายุยืนถึง ๑๕๐ ปี แต่คนเราอายุ ๔๐-๕๐ ปี ก็ป่วยกันล้นโรงพยาบาลแล้ว 


เมื่อวาน ผมไปปล่อยลูกเต่าตนุลงทะเลที่ภูเก็ต ลูกเต่าทุกตัวตั้งแต่ออกจากไข่ไม่เคยเห็นทะเลเลย ผมแกล้งวางลูกเต่าหันหัวขึ้นบก ทันทีที่ปล่อยมือมันตะกุยทรายหันหัวไปทางทะเล แล้วออกเดินดุ่มๆมุ่งหน้าลงน้ำ โดยไม่ลังเลวอกแวก ลูกเต่าทุกตัวเป็นอย่างนี้ มันคงไม่ฉลาดไปกว่าคนหรอก เพราะมันคงไม่รู้อะไรสักอย่างที่เรารู้ แต่น่าทึ่งตรงที่ว่าสัตว์โบราณที่โง่เง่าเต่าตุ่นนี้ มันรู้ว่ามันควรจะนำชีวิตไปทางไหน คงเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้มันอยู่รอดมาได้ถึง ๒๐๐ ล้านปี