นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความ วันที่ 22 มกราคม 2555


ผมและครอบครัวเพิ่งกลับจากกัมพูชาครับ บ้านเมืองและผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าที่พวกเราคิด ที่เสียมเรียบอาคารร้านรวงสะอาดสวยงามและมีมาตรฐานสากล ผังเมืองดี ผู้คนดีและจิตใจเปิดกว้าง มีทัศนะทีดี่กับคนต่างชาติรวมทั้งคนไทย คนกัมพูชากำลังพัฒนาตัวเองกันอย่างกระตือรือร้น ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวได้พบเห็นมัคคุเทศน์ชาวกัมพูชาตั้งแต่วัยหนุ่มถึงวัยสูงอายุ ที่หน้าตายังคงเอกลักษณ์ของคนพื้นเมือง แต่พูดภาษาต่างๆอย่างคล่องแคล่ว มีทั้งภาษาสเปน อังกฤษ สวีดิช ญี่ปุ่น ไทย จีน เกาหลี ฝรั่งเศส และภาษาอื่นๆ พวกเขาทำหน้าที่บอกเล่าสิ่งดีๆที่มีในประเทศของเขาอย่างคนรู้จริง กระตือรือร้น และมีความน่าเชื่อถือ


มัคคุเทศน์เหล่านี้หลากหลายอายุและสาขาความรู้ ส่วนใหญ่เข้าเรียนหลักสูตรภาษาต่างๆในเมืองเสียมเรียบ ไม่เคยเดินทางไปยังประเทศเจ้าของภาษาเลย มานิตย์มัคคุเทศน์ภาษาไทยประจำคณะเรา เรียนจบทางด้านคอมพิวเตอร์ ทำงานประจำที่องค์การโทรศัพท์ รับงานพิเศษเป็นมัคคุเทศน์ภาษาไทย เขาขวนขวายเรียนภาษาไทยเอาเองที่พระตะบอง เขาพูดภาษาไทยได้ดี โดยที่ตัวเองไม่เคยข้ามแดนมาประเทศไทยเลย


มานิตย์เล่าว่า มัคคุเทศน์ทุกคนต้องผ่านการสอบคัดเลือกและเข้าอบรมในหลักสูตรเข้มข้นของรัฐบาล เป็นเวลา ๑๔ เดือน สำหรับเรื่องภาษา ต่างคนต่างเรียนเอาเอง และเพื่อนๆเขาเกือบทั้งหมด เรียนภาษาต่างๆที่เสียมเรียบนี่เอง โดยที่ไม่เคยไปต่างประเทศ


พวกเขาทำงานจริงจังไม่รู้เหน็ดเหนื่อย มองไปยังอนาคตข้างหน้า เมื่อถามถึงความขัดแย้ง ไม่มีใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ แต่เขามีความสุขที่จะคุยว่าประเทศเขากำลังทำอะไรบ้าง เขาพูดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ


กลับมาคราวนี้ รู้สึกว่าพวกเราต้องปรับทัศนะบางอย่าง ที่มีต่อเพื่อนบ้านรอบๆประเทศเราเสียใหม่แล้ว

------------------------------------------------------------


 ที่ปราสาทตาพรม ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อเก้าร้อยกว่าปีก่อน มีภาพแกะสลักหินนูนต่ำ ภาพหนึ่งแทนที่จะเป็นรูปนางนางอัปสร เหมือนที่เห็นทั่วไปตามปราสาทหิน แต่ภาพนี้กลับเป็นภาพไดโนเสาร์ชนิดมีครีบ Stegosaur ซึ่งเป็นสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์จากโลกไปไม่รู้กี่ล้านปีแล้ว คนยุคนครวัดนครธม รู้จักไดโนเสาร์พันธุ์นี้ได้อย่างไร นี่คือหนึ่งในคำถามหลายร้อยหลายพันคำถามที่คนยุคเราสงสัย ระหว่างเที่ยวชมปราสาทหิน ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้


------------------------------------------------------------


ห้าโมงเย็นแล้วนักเรียนรอบบ่ายที่บันทายศรี เพิ่งเลิกเรียนขี่จักรยานกลับบ้าน โรงเรียนกัมพูชายังไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน เด็กๆที่นี่จึงต้องผลัดกันเรียน พวกหนึ่งเรียนรอบเช้าตั้งแต่เจ็ดโมงถึงสิบเอ็ดโมงแล้วก็เลิกเรียนกลับบ้าน อีกพวกหนึ่งเรียนภาคบ่าย เริ่มตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น แม้การศึกษาในระบบยังไม่ค่อยเพียงพอ แต่ตามเมืองใหญ่ก็มีหลักสูตรเรียนต่างๆมากมายทั้งภาษาและหลักสูตรอื่นๆ คนหนุ่มสาวขวนขวายสมัครใจไปเรียนกันคับคั่งเพื่อพัฒนาตัวเอง บรรยากาศการศึกษาด้วยตนเองแบบนี้ในกัมพูชากำลังคึกคักไม่แพ้ที่เวียดนาม



-----------------------------------------------------------------------------------------------

จนถึงวันนี้ บ้านเรายังมีขอทานอยู่ทั่วไป ผมเคยได้ยินว่าเป็นขอทานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ระหว่างที่เดินทางอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ผมไม่ได้เจอขอทานเลย เจอแต่คนที่พยายามทำโน่นทำนี่ไปตามอัตภาพ มัคคุเทศน์บอกว่ารัฐบาลไม่อนุญาตให้ขอทาน ถ้าเจอจับเอาตัวไปฝึกอบรมอาชีพแล้วให้ออกมาทำมาหากิน พวกยากลำบากที่พยายามทำมาหากินเอง ที่เห็นมากที่สุดคือคนพิการจากกับระเบิด ที่รวมกลุ่มกัน ๔-๘ คน มายกร้านตั้งวงเป่าสีซอให้นักท่องเที่ยวฟัง ซึ่งมีมากมายหลายคณะ แสดงอยู่ข้างทางเข้าโบราณสถานแทบทุกแห่ง เพื่อรับเงินบริจาคตามแต่จะศรัทธา พวกเขาเล่นดนตรีได้ไพเราะ บันทึกซ๊ดีเป็นของคณะตัวเองเพื่อขายแก่ผู้สนใจ เหมือนที่เห็นในในยุโรป



----------------------------------------------------------------------------------------------


นครวัด
ผลงานยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ทำได้
หลายท่านเคยไปเห็นวิหารพาเธนอนในกรีก เป็นวิหารที่สร้างจากหินก้อนมหึมา สกัดจนเป็นเสาหินกลมๆ แต่ใครจะคิดว่าขอมโบราณแถวบ้านเราก็สามารถสร้างวิหารสองชัั้นที่สกัดจากหินได้ มาตั้งแต่พันปีก่อน และทำเสากลมได้เช่นเดียวกับพวกกรีก 

ปราสาทนครวัดและนครธม ก็เป็นสิ่งก่อสร้างจากหินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและประดับตกแต่งลวดลวยที่แกะสลักจากหินได้ประณีตงดงามที่สุด ในบรรดาสิ่งที่มนุษย์สร้างในยุคเดียวกัน

เฉพาะในเขตประเทศกัมพูชา พวกขอมได้สร้างปราสาทหินไว้มากมาย เฉพาะที่สำรวจพบแล้วมีถึง 3,870 แห่ง เฉพาะปราสาทนครวัดไว้เวล่สร้าง 37 ปี และสร้างเพิ่มเติมรวมทั้งตกแต่งต่อมาอีก 500 ปี และทิ้งร้างรกทึบอยู่ในป่า 500 ปี กว่าจะมาถึงยุดสมัยของเรา

หินที่นำมาทำปราสาทเหล่านี้ ไปตัดมาจากภูเขาที่อยู่ห่างไกลมาก จนภูเขาหมดไป 12 ลูก ปราสาทหินขนาดใหญ่แต่ละแห่งจะมีการขุดคลองล้อมรอบเสมอ เรียกคลองที่ล้อมรอบนี้ว่า"บาราย" บารายรอบปราสาทแห่งหนึ่งที่ได้ไปเห็น กว้าง 6 กิโลเมตร ยาวถึง 18 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้คนโบราณเมื่อพันปีก่อนสร้างขึ้นมาด้วยแรงกายปราศจากเทคโนโลยีบรรดาที่เรารู้จักในเวลานี้

ขอมโบราณสร้างปราสาทเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อเป็นที่อยู่ ไม่ใช่พระราชวัง แต่เพื่อเป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของเขา ความศรัทธาในสิ่งที่ตนเองเชื่อคือพลังที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเชื่อได้สำเร็จ
_________________________________________

ผมอำลากัมพูชา ด้วยการไปดูหัวกะโหลกมนุษย์ที่ล้มตายเพราะถูกฆ่าในช่วงที่ประเทศแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ ผมไม่เคยเห็นหัวกะโหลกคนมากมายอย่างนี้มาก่อน ที่จริงยังมีเก็บอยู่ที่อื่นมากกว่าที่ผมไปดูอีก คนกัมพูชาบอกว่าพวกเขาตั้งใจเก็บไว้ให้ลูกหลานดูเพื่อเป็นบทเรียน ที่ประชาชาติของเขาจะไม่หวนกลับไปสู่เหตุการณ์เช่นนั้นอีก 
เช่นเดียวกับที่เคยไปเห็นที่เวียดนาม ที่นั่นเขาเก็บเศษซาก รถถัง เครื่องบินที่ตกระหว่างสงคราม เปลือกลูกระเบิดขนาดต่างๆ และอาวุธนานาชนิดที่เคยถล่มทำลายประเทศของเขา เขาเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจถึงวันคืนที่ข่มขื่นทุกข์ยากในอดีต วันนี้คนเวียดนามเขาไม่ติดค้างคาใจใดๆกับอดีต เป็นเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่งที่กำลังมุ่งไปข้างหน้า เปิดรับโลกใหม่ ชีวิตใหม่ด้วยจิตใจที่เปิดกว้างอย่างน่าชื่นชม


_________________________________________

อดีตนั้นไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ หรือโหดร้ายอย่างไรมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ทั้งอดีตและอนาคตไม่ได้มีอยู่ในขณะนี้ เราเกี่ยวข้องกับอดีตและอนาคตได้ด้วยความนึกคิด ถ้าจะคิดย้อนไปในอดีต หรือคิดไกลไปในอนาคตก็ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ลงมือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น