นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความวันที่ 25 มกราคม 2555


น้องคนหนึ่งสนใจอยากให้คุยกันเรื่องหนี้สิน 
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เป็นหนี้ ถ้าพูดตรงๆว่าหนี้สินเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็จะกระเทือนใจและเกิดข้อโต้เถียงออกไปไม่สิ้นสุด แต่ถึงจะงัดเอาเหตุผลขั้นเทพอย่างไรมากโต้กันจนคอแตกตาย ความจริงมันก็ยังคงเป็นอย่างนั้น 
ตอนนี้คนไทยเป็นหนี้กันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนี้สินกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนี้ส่วนบุคคลขึ้นไปถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว หนี้ครัวเรือน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หนี้ประเทศ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราเป็นหนี้ สามล้านหกแสนล้าน มากจนฟังกันเองไม่เข้าใจ แล้วเราจะไปหาเงินที่ไหนมาคืนหนี้ที่มากจนตัวเองก็ฟังไม่รู้เรื่อง ตัวเลขนี้ยังน้อยไป เพราะยังไม่รวมหนี้เภาคเอกชนอีกมหาศาล
พวกเราชาวบ้านนอกจากเป็นทุกข์จากหนี้ที่ตัวเองก่อขึ้นแล้ว แต่ทุกปีต้องเดือดร้อนกับหนี้ที่คนอื่นก่อขึ้นด้วย ปีที่แล้วประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกเขาเป็นหนี้ผ่อนบ้านกันมโหฬารจนเศรษฐกิจล่มจม ส่งผลกระทบเดือดร้อนกันไปทั่วโลกรวมทั้งเมืองไทยด้วย ปีนี้ประชาคมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเขาเป็นหนี้กันล้นพ้นตัว ตอนนี้กำลังชุลมุนแก้ปัญหา ในที่สุดคาดกันว่าเศรษฐกิจจะพังพินาศมาถึงบ้านเราในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
ทุกคนกกำลังเร่งเพิ่มรายได้ ทุกประเทศกำลังเร่งเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น แต่ยิ่งรวยหนี้สินยิ่งเพิ่มขึ้น ประเทศเราเป็นหนี้ ๔๐ % ของ GDP แต่พวกรวยๆอย่างอเมริกาเป็นหนี้ถึง ๙๕% อังกฤษมากกว่า ๓๐๐ % บางประเทศในยุโรปเป็นหนี้ถึง ๘๐๐ % ของทรัพย์สินที่ตัวเองมี แสดงว่าพวกนี้อยู่ดีกินดีกับหนี้คนอื่น นี่คือบรรดาฮีโร่ที่เรากำลังไล่ตามไป
ใครก็ตามได้มาอยู่ในธุรกิจเงินสด นับว่าเป็นโอกาสที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะการสร้างธุรกิจให้เติบโตโดยไม่ต้องก่อหนี้สินควบคู่กันไปด้วยนั้น เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในยุคสมัยที่ระบบคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่งผิดพลาดเช่นนี้ และวันหนึ่งเมื่อธุรกิจแบบปลอดหนี้สินประสบความสำเร็จ เราก็จะบรรลุสู่ชีวิตใหม่ที่ปลอดหนี้ ก่อนถึงจุดสูงสุดคืออิสรภาพทางการเงิน


___________________________________

พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพไว้บทหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ ให้เรารีบทำภารกิจของตนเองให้ลุล่วง ไม่ให้เราประมาทกับชีวิต ไม่ให้ประมาทกับความตาย........

เห็นกันอยู่เมื่อเช้า สายตาย
สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา
เย็นยังหยอกลูกด้วย ค่ำม้วยอาสัญ 

พระท่านว่าชีวิตคนเรานั้นบางเบาและแสนสั้นเหมือนหยาดน้ำค้าง สดใสทอประกายชั่วครู่ยามก็เหือดหายไป โลกที่เราอยู่อาศัยนี้มีมานาน ๔,๕๐๐ ล้านปีแล้วและจะอยู่ไปอีกนานแสนนาน แต่ชีวิตเราส่วนใหญ่ก็อยู่บนโลกนี้ไม่ถึงร้อยปี เมื่อนับเวลาที่เหลืออยู่ก็ยิ่งน้อยนิด มันเป็นเวลาแสนสั้นที่มีค่า เกินกว่าที่จะปล่อยให้สูญเปล่า มีค่าเกินกว่าที่จะปล่อยชีวิตให้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกสิ้นหวัง เรามีหน้าที่ทำให้ชีวิตส่วนที่เหลืออยู่ของเราเป็นชีวิตที่ดีที่สุด



บทความ วันที่ 24 มกราคม 2555


ยุคนี้เราใกล้ชิดกับความตายแบบใหม่ที่มีเหตุมาจากการกินอยู่ การกินอยู่แบบที่เราปฏิบัติกันอยู่นี้นำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและไขมันอุดตันเส้นเลือด นี่คือมัจจุราชตัวจริงที่กำลังคืบคลานเงียบเชียบเข้าสู่ชีวิตผู้คนยุคใหม่โดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตัวก็มักสายเสียแล้ว และหลายรายเสียชีวิตโดยไม่มีใครทันรู้ระแคะระคาย
ผู้มีปัญญาทั้งหลายสอนให้เรานึกถึงความตายอยู่เสมอ ให้นึกว่าความตายอยู่ใกล้ตัว จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไม่ให้กลัวความตาย คนที่คิดว่าความตายอยู่ห่างไกล เพราะยังหนุ่มสาว เพราะยังแข็งแรงสุขภาพดี คิดแบบนี้ถือว่าประมาทกับความตาย
การนึกถึงความตายอยู่เสมอนั้น คือการใช้ความตายเป็นแรงบันดาลใจนั่นเอง เมื่อเรารู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้ตัว จะตายเมื่อไรก็ได้ เราจะได้รีบลงมือทำหน้าที่ให้ลุล่วง ทำความฝันที่ค้างคาใจอยู่ให้สำเร็จเสียโดยเร็ว ทำสิ่งที่กังวลห่วงใยเสียให้เสร็จ จะได้หมดกังวล คนที่ตระหนักรู้ความตายได้มากเท่าใด นิสัยและพฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไปมากเท่านั้น พูดโดยสรุปว่าเขาจะรีบทำหน้าที่การงาน จะไม่ประมาทกับชีวิต ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งอย่างที่กำลังเป็นอยู่




บทความ วันที่ 22 มกราคม 2555


ผมและครอบครัวเพิ่งกลับจากกัมพูชาครับ บ้านเมืองและผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าที่พวกเราคิด ที่เสียมเรียบอาคารร้านรวงสะอาดสวยงามและมีมาตรฐานสากล ผังเมืองดี ผู้คนดีและจิตใจเปิดกว้าง มีทัศนะทีดี่กับคนต่างชาติรวมทั้งคนไทย คนกัมพูชากำลังพัฒนาตัวเองกันอย่างกระตือรือร้น ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวได้พบเห็นมัคคุเทศน์ชาวกัมพูชาตั้งแต่วัยหนุ่มถึงวัยสูงอายุ ที่หน้าตายังคงเอกลักษณ์ของคนพื้นเมือง แต่พูดภาษาต่างๆอย่างคล่องแคล่ว มีทั้งภาษาสเปน อังกฤษ สวีดิช ญี่ปุ่น ไทย จีน เกาหลี ฝรั่งเศส และภาษาอื่นๆ พวกเขาทำหน้าที่บอกเล่าสิ่งดีๆที่มีในประเทศของเขาอย่างคนรู้จริง กระตือรือร้น และมีความน่าเชื่อถือ


มัคคุเทศน์เหล่านี้หลากหลายอายุและสาขาความรู้ ส่วนใหญ่เข้าเรียนหลักสูตรภาษาต่างๆในเมืองเสียมเรียบ ไม่เคยเดินทางไปยังประเทศเจ้าของภาษาเลย มานิตย์มัคคุเทศน์ภาษาไทยประจำคณะเรา เรียนจบทางด้านคอมพิวเตอร์ ทำงานประจำที่องค์การโทรศัพท์ รับงานพิเศษเป็นมัคคุเทศน์ภาษาไทย เขาขวนขวายเรียนภาษาไทยเอาเองที่พระตะบอง เขาพูดภาษาไทยได้ดี โดยที่ตัวเองไม่เคยข้ามแดนมาประเทศไทยเลย


มานิตย์เล่าว่า มัคคุเทศน์ทุกคนต้องผ่านการสอบคัดเลือกและเข้าอบรมในหลักสูตรเข้มข้นของรัฐบาล เป็นเวลา ๑๔ เดือน สำหรับเรื่องภาษา ต่างคนต่างเรียนเอาเอง และเพื่อนๆเขาเกือบทั้งหมด เรียนภาษาต่างๆที่เสียมเรียบนี่เอง โดยที่ไม่เคยไปต่างประเทศ


พวกเขาทำงานจริงจังไม่รู้เหน็ดเหนื่อย มองไปยังอนาคตข้างหน้า เมื่อถามถึงความขัดแย้ง ไม่มีใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ แต่เขามีความสุขที่จะคุยว่าประเทศเขากำลังทำอะไรบ้าง เขาพูดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ


กลับมาคราวนี้ รู้สึกว่าพวกเราต้องปรับทัศนะบางอย่าง ที่มีต่อเพื่อนบ้านรอบๆประเทศเราเสียใหม่แล้ว

------------------------------------------------------------


 ที่ปราสาทตาพรม ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อเก้าร้อยกว่าปีก่อน มีภาพแกะสลักหินนูนต่ำ ภาพหนึ่งแทนที่จะเป็นรูปนางนางอัปสร เหมือนที่เห็นทั่วไปตามปราสาทหิน แต่ภาพนี้กลับเป็นภาพไดโนเสาร์ชนิดมีครีบ Stegosaur ซึ่งเป็นสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์จากโลกไปไม่รู้กี่ล้านปีแล้ว คนยุคนครวัดนครธม รู้จักไดโนเสาร์พันธุ์นี้ได้อย่างไร นี่คือหนึ่งในคำถามหลายร้อยหลายพันคำถามที่คนยุคเราสงสัย ระหว่างเที่ยวชมปราสาทหิน ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้


------------------------------------------------------------


ห้าโมงเย็นแล้วนักเรียนรอบบ่ายที่บันทายศรี เพิ่งเลิกเรียนขี่จักรยานกลับบ้าน โรงเรียนกัมพูชายังไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน เด็กๆที่นี่จึงต้องผลัดกันเรียน พวกหนึ่งเรียนรอบเช้าตั้งแต่เจ็ดโมงถึงสิบเอ็ดโมงแล้วก็เลิกเรียนกลับบ้าน อีกพวกหนึ่งเรียนภาคบ่าย เริ่มตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น แม้การศึกษาในระบบยังไม่ค่อยเพียงพอ แต่ตามเมืองใหญ่ก็มีหลักสูตรเรียนต่างๆมากมายทั้งภาษาและหลักสูตรอื่นๆ คนหนุ่มสาวขวนขวายสมัครใจไปเรียนกันคับคั่งเพื่อพัฒนาตัวเอง บรรยากาศการศึกษาด้วยตนเองแบบนี้ในกัมพูชากำลังคึกคักไม่แพ้ที่เวียดนาม



-----------------------------------------------------------------------------------------------

จนถึงวันนี้ บ้านเรายังมีขอทานอยู่ทั่วไป ผมเคยได้ยินว่าเป็นขอทานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ระหว่างที่เดินทางอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ผมไม่ได้เจอขอทานเลย เจอแต่คนที่พยายามทำโน่นทำนี่ไปตามอัตภาพ มัคคุเทศน์บอกว่ารัฐบาลไม่อนุญาตให้ขอทาน ถ้าเจอจับเอาตัวไปฝึกอบรมอาชีพแล้วให้ออกมาทำมาหากิน พวกยากลำบากที่พยายามทำมาหากินเอง ที่เห็นมากที่สุดคือคนพิการจากกับระเบิด ที่รวมกลุ่มกัน ๔-๘ คน มายกร้านตั้งวงเป่าสีซอให้นักท่องเที่ยวฟัง ซึ่งมีมากมายหลายคณะ แสดงอยู่ข้างทางเข้าโบราณสถานแทบทุกแห่ง เพื่อรับเงินบริจาคตามแต่จะศรัทธา พวกเขาเล่นดนตรีได้ไพเราะ บันทึกซ๊ดีเป็นของคณะตัวเองเพื่อขายแก่ผู้สนใจ เหมือนที่เห็นในในยุโรป



----------------------------------------------------------------------------------------------


นครวัด
ผลงานยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ทำได้
หลายท่านเคยไปเห็นวิหารพาเธนอนในกรีก เป็นวิหารที่สร้างจากหินก้อนมหึมา สกัดจนเป็นเสาหินกลมๆ แต่ใครจะคิดว่าขอมโบราณแถวบ้านเราก็สามารถสร้างวิหารสองชัั้นที่สกัดจากหินได้ มาตั้งแต่พันปีก่อน และทำเสากลมได้เช่นเดียวกับพวกกรีก 

ปราสาทนครวัดและนครธม ก็เป็นสิ่งก่อสร้างจากหินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและประดับตกแต่งลวดลวยที่แกะสลักจากหินได้ประณีตงดงามที่สุด ในบรรดาสิ่งที่มนุษย์สร้างในยุคเดียวกัน

เฉพาะในเขตประเทศกัมพูชา พวกขอมได้สร้างปราสาทหินไว้มากมาย เฉพาะที่สำรวจพบแล้วมีถึง 3,870 แห่ง เฉพาะปราสาทนครวัดไว้เวล่สร้าง 37 ปี และสร้างเพิ่มเติมรวมทั้งตกแต่งต่อมาอีก 500 ปี และทิ้งร้างรกทึบอยู่ในป่า 500 ปี กว่าจะมาถึงยุดสมัยของเรา

หินที่นำมาทำปราสาทเหล่านี้ ไปตัดมาจากภูเขาที่อยู่ห่างไกลมาก จนภูเขาหมดไป 12 ลูก ปราสาทหินขนาดใหญ่แต่ละแห่งจะมีการขุดคลองล้อมรอบเสมอ เรียกคลองที่ล้อมรอบนี้ว่า"บาราย" บารายรอบปราสาทแห่งหนึ่งที่ได้ไปเห็น กว้าง 6 กิโลเมตร ยาวถึง 18 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้คนโบราณเมื่อพันปีก่อนสร้างขึ้นมาด้วยแรงกายปราศจากเทคโนโลยีบรรดาที่เรารู้จักในเวลานี้

ขอมโบราณสร้างปราสาทเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อเป็นที่อยู่ ไม่ใช่พระราชวัง แต่เพื่อเป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของเขา ความศรัทธาในสิ่งที่ตนเองเชื่อคือพลังที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเชื่อได้สำเร็จ
_________________________________________

ผมอำลากัมพูชา ด้วยการไปดูหัวกะโหลกมนุษย์ที่ล้มตายเพราะถูกฆ่าในช่วงที่ประเทศแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ ผมไม่เคยเห็นหัวกะโหลกคนมากมายอย่างนี้มาก่อน ที่จริงยังมีเก็บอยู่ที่อื่นมากกว่าที่ผมไปดูอีก คนกัมพูชาบอกว่าพวกเขาตั้งใจเก็บไว้ให้ลูกหลานดูเพื่อเป็นบทเรียน ที่ประชาชาติของเขาจะไม่หวนกลับไปสู่เหตุการณ์เช่นนั้นอีก 
เช่นเดียวกับที่เคยไปเห็นที่เวียดนาม ที่นั่นเขาเก็บเศษซาก รถถัง เครื่องบินที่ตกระหว่างสงคราม เปลือกลูกระเบิดขนาดต่างๆ และอาวุธนานาชนิดที่เคยถล่มทำลายประเทศของเขา เขาเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจถึงวันคืนที่ข่มขื่นทุกข์ยากในอดีต วันนี้คนเวียดนามเขาไม่ติดค้างคาใจใดๆกับอดีต เป็นเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่งที่กำลังมุ่งไปข้างหน้า เปิดรับโลกใหม่ ชีวิตใหม่ด้วยจิตใจที่เปิดกว้างอย่างน่าชื่นชม


_________________________________________

อดีตนั้นไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ หรือโหดร้ายอย่างไรมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ทั้งอดีตและอนาคตไม่ได้มีอยู่ในขณะนี้ เราเกี่ยวข้องกับอดีตและอนาคตได้ด้วยความนึกคิด ถ้าจะคิดย้อนไปในอดีต หรือคิดไกลไปในอนาคตก็ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ลงมือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด




บทความ วันที่ 8 มกราคม 2555 (2)


ในวงสนทนาเล็กๆหลังจากเลิกประชุมเมื่อคืน เราคุยกันเรื่องการเสริมสารอาหารบางอย่างเพื่อสุขภาพที่ดี มีคุณลุงคนหนึ่งร่วมสนทนาด้วย ท่านบอกว่าตัวเองเป็นโรคหลายโรค หมอห้ามกินอาหารหลายอย่าง ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อ เครื่องในสัตว์ ของมัน ของหวาน ของเค็ม คุณลุงแจกแจงแยกย่อยไปอีกมาก .....จนคนฟังต่างรู้สึกสงสัยกันว่า ถ้าห้ามกินไปเสียหมดอย่างนี้ แล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร และถ้าหากว่าปฏิบัติได้ เจ็บป่วยอยู่แล้วขาดอาหารซ้ำเข้าไปอีก ร่างกายจะมิทรุดโทรมหนักเข้าไปอีกหรือ 
สิ่งที่หลายคนสงสัย ก็คือว่าเรางดอาหารเพื่อไม่ให้โรคที่จุดนั้นจุดนี้ลุกลาม แล้วระบบร่างกายส่วนใหญ่ที่ยังดีอยู่จะมิพลอยขาดสารอาหารไปด้วยหรือ เราจะบำรุงสุขภาพของร่างกายส่วนที่ยังดีอยู่นี้โดยวิธีใดได้บ้าง นี่คือประเด็นที่เราสนทนากัน 
คุยไปคุยมา มันคล้ายๆจะเป็นความขัดแย้งของแนวคิดในการรักษาโรคกับการรักษาสุขภาพ การกินยากับการกินอาหารเสริม การรักษาเฉพาะจุดกับการรักษาองค์รวม ซึ่งต่างคนต่างก็มีความเชื่อของตนเอง สุดท้ายคุณลุงถามตรงๆว่า ตกลงท่านจะกินอาหารเสริมชนิดนั้นชนิดนี้ได้ไหม ผมให้ความเห็นกับท่านว่าพวกเราคงตอบไม่ได้ คนที่ตอบได้คือคุณหมอผู้เป็นเจ้าของไข้และคุณลุงเองผู้เป็นเจ้าของชีวิต สองคนนี้แหละที่ต้องไปพูดคุยตกลงกันเอง และไม่ควรปล่อยให้คนใดคนหนึ่งตัดสินฝ่ายเดียว



บทความ วันที่ 8 มกราคม 2555


วันนี้ ๘ มกราคม ๒๕๕๕ เป็นวันคล้ายวันเกิดของบุคคลไม่สำคัญของโลกหลายคน คนหนี่งนั้นเป็นแม่ค้าขายน้ำเต้าหู้อยู่ในหมู่บ้านผมเอง บ้านเราเป็นลูกค้าน้ำเต้าหู้ของเธอมาช้านานแล้ว เมื่อถึงวันเกิดเธอจะประดับประดาร้านด้วยลูกโป่งหลากสี ขายน้ำเต้าหู้เป็นปกติ แต่ไม่รับเงิน ให้ฟรีกับทุกๆคนที่มาซื้อ วันนี้เธอไม่ได้เงิน แต่ได้บุญและความสุขใจ


บุคคลไม่สำคัญของโลก เป็นคนส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ แท้จริงแล้วเพราะความไม่สำคัญของพวกเขานี่เอง ที่ทำให้คนอื่นสำคัญขึ้นมา การยอมตนเป็นคนไม่สำคัญ หรือการให้ความสำคัญแก่คนอื่นเป็นวิถีของสันติภาพ การสำคัญตนหรือเห็นตนเป็นคนสำคัญ เป็นบ่อเกิดของความทุกข์




บทความ วันที่ 6 มกราคม 2555


1) ความเก่งนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ใครๆก็อยากเป็นคนเก่ง อยากให้ลูกเก่ง ยิ่งอัจฉริยะได้ยิ่งดี ผู้รู้ด้านด้านพัฒนาการเด็ก บอกว่าอัจฉริยะสร้างได้ โรงเรียนก็ขานรับกระบวนการสร้างเด็กเก่ง เช่น จัดห้องเรียนพิเศษไว้ต้อนรับ “เด็กกิฟท์” ที่เก่งเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ให้โอกาสเด็กเก่งของเราได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพที่เขามี 
น่าเสียดายที่ความเก่งความอัจฉริยะในวัยเด็ก มักจะค่อยๆเลือนหายไปในวัยผู้ใหญ่ ถ้าจะถามบรรดาพวกผู้ใหญ่ว่า ผู้ใหญ่เก่ง ผู้ใหญ่อัจฉริยะอยู่ที่ไหน จะไม่มีใครรู้... คนเก่งของเราหายไปไหน ?
วัยเด็กนั้นเป็นวัยเรียนรู้ ส่วนวัยผู้ใหญ่เป็นวัยทำงาน เป็นวัยสร้างความสำเร็จ ความเก่งนั้นแม้จะเป็นสิ่งพึงปรารถนา แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นอัจฉริยะ พวกเขาก็เป็นคนธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เรารู้กันอยู่ เช่น จิตใจที่เบิกบาน ความพยายาม ความตั้งใจ การเรียนรู้และแก้ไขตนเอง เหล่านี้เป็นต้น การบ่มเพาะพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้เป็นโอกาสของทุกคน เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายกว่าการบ่มเพาะความเก่ง กระบวนการศึกษาและการพัฒนาคน น่าจะให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้ให้มากกว่าความเก่ง



2) เช้าตรู่วันนี้ ผมเดินผ่านบ้านทาวเฮาส์ ตรงเวลาที่สาวใหญ่วัย Gen X ในชุดทำงานออกจากบ้านด้วยใบหน้าเรียบเฉย เธอเดินข้ามซอยไปยังรถเก๋งที่จอดตากน้ำค้างอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณแม่วัยเกษียณยังอยู่ในชุดนอน ออกมาแง้มประตูส่งลูกสาวด้วยสายตาห่วงใย ลูกสาว กดรีโมท เปิดประตู สตาร์ทรถ ขับออกไป สุดซอย จนเลี้ยวซ้ายลับหายไป คุณแม่จึงปิดประตูถอยเข้าไปในบ้านที่ปิดเงียบสนิท คงจะรอจนค่ำมืด กว่าสาวออฟฟิสจะกลับถึงบ้าน
ชีวิตที่เหงาเงียบอยู่กับบ้านของคุณแม่วัยเกษียณกับชีวิตที่จำเจซ้ำซากของลูกสาววัยทำงาน ผสมกันเป็นบรรยากาศของครอบครัวเล็กๆในบ้านทาวเฮาส์กลางเมืองใหญ่ สะท้อนให้ทุกคนรู้สึกได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างได้เหือดหายไปจากชีวิต ของผู้คนในปลายยุคอุตสาหกรรมนี้



บทความ วันที่ 4 มกราคม 2555


เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางเข้ากรุงเทพหลังปีใหม่ในช่วงเวลาที่คนทำงานประจำเดินทางกลับพร้อมๆกัน เป็นการผจญภัยบนท้องถนนที่ยาวนานและทุลักทุเล แวะเข้าร้านอาหาร ๒ ครั้ง ทางร้านโบกให้ออกเพราะลูกค้าหนาแน่นจนอาหารหมด รถติดนิ่งนานๆ ๒ ครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ ได้เห็นทั้งน้ำใจและการแก่งแย่งแบบต่างๆในยามคับขันบนท้องถนน
นับเวลาเกือยสองร้อยปีมาแล้ว ที่ยุคอุตสาหกรรมได้ขับต้อนลูกหลานของคนยุคเกษตร เข้าสู่ตารางเวลาของชีวิตในเมือง คนนับล้านๆในเมืองใหญ่ใช้ชีวิตตามจังหวะเวลาเดียวกัน ทำงานพร้อมกัน พักพร้อมกัน เลิกงานพร้อมกัน หยุดงานพร้อมกัน ออกต่างจังหวัดบนถนนเส้นเดียวกัน ไปกางเต๊นท์ทีเดียวกัน ไปเที่ยวที่เดียวกัน จนสุดท้ายกลับเข้าเมืองวันเดียวกัน พรุ่งนี้วันทำงาน คนกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะไปติดแออัดกันอยู่ตามแยกไฟแดงเดียวกัน ก่อนที่จะเข้าไปแออัดกันอยู่ในที่ทำงานตามอาคารร้านค้า จนกว่าจะถึงวันหยุดครั้งต่อไป
สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับเวลาที่เลื่อนไหลอิสระของชีวิตในยุคเกษตร ถูกจัดระเบียบเข้าสู่จังหวะและตารางของเวลาในยุคอุตสาหกรรม เข้มข้นขึ้นจนอึดอัดขัดข้องไม่เป็นสุขในยุคสมัยของเรา ทุกวันนี้ความตึงเครียดเรื่องเวลา ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่งขึ้นทั่วโลก คือการที่กิจการและปัจเจกชนคนรุ่นใหม่พยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบจำกัดของเวลา อีกไม่นานนี้เราจะไปธนาคาร ไปซื้อของ ไปติดต่อราชการเวลาไหนก็ได้แม้หลังเที่ยงคืน ไม่ใช่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นอีกต่อไป และเราจะได้เห็นคนวัยทำงานออกจากเมืองใหญ่ไปเยี่ยมบ้านหรือไปเที่ยววันไหนหรือเวลาใดก็ได้ งานอิสระ ชีวิตอิสระที่ไร้ขีดจำกัดเรื่องเวลาและรายได้ จะรุ่งโรจน์ขึ้นนับแต่นี้ไป งานประจำและชีวิตในตารางเวลาจะค่อยหดหายไปในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังมาถึงแล้ว สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับเวลาที่เลื่อนไหลอิสระจะคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ยุคอุตสาหกรรมผ่านพ้นไป


บทความวันที่ 1 มกราคม 2555


๑ มกราคม ๒๕๕๕
เสียงไชโยโห่ร้องฉลองปีใหม่เงียบสงบลงไปนานแล้ว แสงไฟที่ละลานตาอยู่รอบทิศก่อนเที่ยงคืนดับลง คืนความมืดให้ค่ำคืน บรรยากาศก่อนย่ำรุ่ง สงบวังเวงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกไม่นานแสงทองก็จะขึ้นจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก สื่อสัญญาณว่าอรุณรุ่งวันใหม่และศักราชใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่รอผู้คนที่ยังหลับใหลเหนื่อยล้าจากการเฉลิมฉลอง
วันรุ่งพรุ่งนี้ ไม่ว่าใครจะตื่นเวลาไหน มีความจริงของชีวิตมารอรับอยู่ เราจะอยู่กับมันต่อไปเช่นปีก่อนๆ หรือจะเดินจากมันไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่า อยู่ที่เราเลือก คำอวยพรที่หลั่งไหลมาจากกัลยาณมิตร คือมนต์ภาวนาแซ่ซ้องอวยชัย เป็นกำลังใจให้กับการเริ่มต้นเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ของเรา พร้อมกับการเริ่มต้นศักราชใหม่ในปีนี้
ขอให้มิตรที่รักทุกคน มีพละกำลังในการตั้งความหวัง ตั้งความปรารถนา และตั้งใจฝึกฝนตนเอง เพื่อการเดินทางที่ราบรื่นจนกว่าจะบรรลุความฝันทุกๆคน