นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความวันที่ 25 มกราคม 2555


น้องคนหนึ่งสนใจอยากให้คุยกันเรื่องหนี้สิน 
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เป็นหนี้ ถ้าพูดตรงๆว่าหนี้สินเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็จะกระเทือนใจและเกิดข้อโต้เถียงออกไปไม่สิ้นสุด แต่ถึงจะงัดเอาเหตุผลขั้นเทพอย่างไรมากโต้กันจนคอแตกตาย ความจริงมันก็ยังคงเป็นอย่างนั้น 
ตอนนี้คนไทยเป็นหนี้กันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนี้สินกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนี้ส่วนบุคคลขึ้นไปถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว หนี้ครัวเรือน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หนี้ประเทศ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราเป็นหนี้ สามล้านหกแสนล้าน มากจนฟังกันเองไม่เข้าใจ แล้วเราจะไปหาเงินที่ไหนมาคืนหนี้ที่มากจนตัวเองก็ฟังไม่รู้เรื่อง ตัวเลขนี้ยังน้อยไป เพราะยังไม่รวมหนี้เภาคเอกชนอีกมหาศาล
พวกเราชาวบ้านนอกจากเป็นทุกข์จากหนี้ที่ตัวเองก่อขึ้นแล้ว แต่ทุกปีต้องเดือดร้อนกับหนี้ที่คนอื่นก่อขึ้นด้วย ปีที่แล้วประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกเขาเป็นหนี้ผ่อนบ้านกันมโหฬารจนเศรษฐกิจล่มจม ส่งผลกระทบเดือดร้อนกันไปทั่วโลกรวมทั้งเมืองไทยด้วย ปีนี้ประชาคมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเขาเป็นหนี้กันล้นพ้นตัว ตอนนี้กำลังชุลมุนแก้ปัญหา ในที่สุดคาดกันว่าเศรษฐกิจจะพังพินาศมาถึงบ้านเราในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
ทุกคนกกำลังเร่งเพิ่มรายได้ ทุกประเทศกำลังเร่งเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น แต่ยิ่งรวยหนี้สินยิ่งเพิ่มขึ้น ประเทศเราเป็นหนี้ ๔๐ % ของ GDP แต่พวกรวยๆอย่างอเมริกาเป็นหนี้ถึง ๙๕% อังกฤษมากกว่า ๓๐๐ % บางประเทศในยุโรปเป็นหนี้ถึง ๘๐๐ % ของทรัพย์สินที่ตัวเองมี แสดงว่าพวกนี้อยู่ดีกินดีกับหนี้คนอื่น นี่คือบรรดาฮีโร่ที่เรากำลังไล่ตามไป
ใครก็ตามได้มาอยู่ในธุรกิจเงินสด นับว่าเป็นโอกาสที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะการสร้างธุรกิจให้เติบโตโดยไม่ต้องก่อหนี้สินควบคู่กันไปด้วยนั้น เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในยุคสมัยที่ระบบคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่งผิดพลาดเช่นนี้ และวันหนึ่งเมื่อธุรกิจแบบปลอดหนี้สินประสบความสำเร็จ เราก็จะบรรลุสู่ชีวิตใหม่ที่ปลอดหนี้ ก่อนถึงจุดสูงสุดคืออิสรภาพทางการเงิน


___________________________________

พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพไว้บทหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ ให้เรารีบทำภารกิจของตนเองให้ลุล่วง ไม่ให้เราประมาทกับชีวิต ไม่ให้ประมาทกับความตาย........

เห็นกันอยู่เมื่อเช้า สายตาย
สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา
เย็นยังหยอกลูกด้วย ค่ำม้วยอาสัญ 

พระท่านว่าชีวิตคนเรานั้นบางเบาและแสนสั้นเหมือนหยาดน้ำค้าง สดใสทอประกายชั่วครู่ยามก็เหือดหายไป โลกที่เราอยู่อาศัยนี้มีมานาน ๔,๕๐๐ ล้านปีแล้วและจะอยู่ไปอีกนานแสนนาน แต่ชีวิตเราส่วนใหญ่ก็อยู่บนโลกนี้ไม่ถึงร้อยปี เมื่อนับเวลาที่เหลืออยู่ก็ยิ่งน้อยนิด มันเป็นเวลาแสนสั้นที่มีค่า เกินกว่าที่จะปล่อยให้สูญเปล่า มีค่าเกินกว่าที่จะปล่อยชีวิตให้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกสิ้นหวัง เรามีหน้าที่ทำให้ชีวิตส่วนที่เหลืออยู่ของเราเป็นชีวิตที่ดีที่สุด



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น