นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความ วันที่ 21 มีนาคม 2555

รุ่งอรุณ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน สรรพชีวิตตื่นขึ้นพร้อมเพรียง รอรับแสงแรกของวันใหม่ เพื่อเติมเต็มพลังจากจักรวาล แต่ภาระกิจของชีวิตยุคใหม่ พรากผู้คนออกห่างธรรมชาติ ติดกับดักกันอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่มนุษย์สร้าง คับแคบ กดดัน และเร่งเร้า ยากที่ใครจะเข้าถึงความสุขสงบได้



------------------------------------


ตื่นเช้าวันนี้ปล่อยนก ๒ ตัว(หนังสือ ๒ เล่ม)ผ่าน Flying Book ของแอมเวย์ เป็นการทำบุญโดยวิธีง่ายๆได้กุศลมาก เพราะเป็นการให้ธรรมเป็นทาน ที่ท่านบอกว่าเป็นการให้ที่สูงสุด 
ขอบคุณแอมเวย์ประเทศไทย ที่คิดทำกิจกรรมนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก นับเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมในการนำไอทีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างง่าย เหมาะเจาะ เป็นประโยชน์ และคนจำนวนมากสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวาง



-----------------------------

คนมีเงินในประเทศเรา ถ้าซื้อรถ สร้างตึก ลงทุน และบำรุงวัตถุกันพอสมควรแล้ว ควรจะได้ออกไปทำเกษตร และปลูกต้นไม้กันให้มากๆ เพื่อช่วยกันฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชนบท ให้สามารถเลี้ยงดูคนด้อยโอกาสให้อยู่ดีมีสุขในท้องถิ่นของเขา ดีกว่าปล่อยให้เขายากลำบาก จนต้องละทิ้งบ้านเกิดแห่กันไปรับใช้สังคมเมือง อย่างไม่มีความหวัง



บทความ วันที่ 19 มีนาคม 2555

ถ้าเราคิดแต่จะหางานหาเงิน ทำงานทำเงิน เราจะตกเป็นทาสงานทาสเงินตลอดไป ถ้าปรารถนาอิสรภาพและความมั่งคั่ง ต้องสร้างงานที่มีระบบอันยั่งยืนเพื่อสร้างรายได้ที่ต่อเนื่อง เมื่อนั้นแหละชีวิตจึงจะหลุดพ้นจากการเป็นทาสงานและเป็นทาสเงิน



----------------------------------------------------------------------------------

เมื่อไรที่เราปลดพันธนาการของชีวิตออกจากวังวนของงาน-เงินแบบไร้เหตุผลนี้ได้ ในวันที่เรามีอิสรภาพทางการเงิน เราจะได้เห็นมุมดีๆของชีวิตและพื้นที่ยังงดงามบนโลกใบนี้ ที่ยังมีคนไปถึงได้ไม่มากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ติดข้องอยู่กับภาระที่ยุ่งเหยิง งานหนัก เงินน้อย และชีวิตที่ถูกล้อมกรอบอยู่ด้วยข่าวร้ายๆไม่จบสิ้น



บทความ วันที่ 12 มีนาคม 2555


บนเวทีเสวนาเมื่อวาน ประเด็นหนึ่งที่เราพูดถึงกันคือการถ่ายโอนธุรกิจที่เราสร้างกันมาแก่คนรุ่นต่อไปอันหมายรวมถึงลูกหลานของเราด้วย


กิจการและวิธีการต่างๆในโลกยุคใหม่ มีแนวโน้มจะเป็น "ชั่วคราว" เกิดเร็วโตเร็วตายเร็ว มากกว่าที่จะ "ยั่งยืน" การที่มีกิจการงานอะไรที่ยั่งยืนไปถึงขั้นที่จะถ่ายโอนไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างสอดคล้องต้องกันกับกับธรรมชาติของพวกเขา ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา


มีธุรกิจโมเดลเก่ารุ่นพ่อแม่ไม่น้อยที่บากบั่นฟันฝ่ากันมาชั่วชีวิต จนเหลือมาถึงรุ่นลูก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่เฉพาะที่เมืองไทย คือคนรุ่นลูกไม่ยอมเข้าไปแบกรับธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมา เพราะคนรุ่นใหม่มีธรรมชาติอย่างใหม่ที่ไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ เช่น เขามีความรู้ เขาชอบความแปลกใหม่ ชอบสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ รักอิสระ ชอบชีวิตที่มีคุณภาพและความสุขสบาย แต่เขาก็พร้อมที่จะเหนื่อยกับสิ่งที่เขารู้สึกท้าทายและมีความหวัง


จึงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้คนรุ่นใหม่ ยุติการแสวงหา ละทิ้งอิสระภาพและคุณภาพชีวิต มาตรากตรำจำยอมและอดทน อยู่กับความยุ่งยากและเครียดกลุ้ม กับการงานรุ่นพ่อแม่ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น 


ธุรกิจแนวใหม่ที่ท้าทายและให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้นด้วยตนเอง ให้โอกาสที่จะใช้ความคิดริ่เริ่มและความฝันที่ตนมี สร้างการงานของตนเองขึ้นมา เพื่อรางวัลที่เป็นความมั่งคั่ง ยั่งยืน และมีอิสรภาพ นี่คือลักษณะของธุรกิจที่จะเลื่อนไหลไปสู่คนรุ่นลูกโดยธรรมชาติได้เองโดยไม่มีปัญเรื่องการถ่ายโอน




บทความ วันที่ 9 มีนาคม 2555


ผมได้อ่านบทสนทนาสั้นๆ ของสาวน้อยสองคน คนหนึ่งปรารภว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจุดไหนคือพอดี อีกคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหน
ความพอดี กาละเทศะ ความเหมาะสม ความปกติ ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน(win-win) ความสมดุลย์(balance) อุเบกขา(equilibrium) ทางสายกลาง ..... เป็นอุดมคติของการใช้ชีวิตที่นำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืน แต่นั่นแหละเราจะรู้ได้อย่างไร
สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วย ความรู้ ความคิด การวิเคราะห์ การอนุมาน แต่เข้าถึงได้ด้วยการลงมือปฏิบัติ และเป็นการปฏิบัติที่ไม่เห็นแก่ตัวด้วย เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตนเป็นคนๆไป เหมือนการเลี้ยงตัวอยู่บนจักรยาน ไม่มีใครบอกใครได้ว่าให้ถ่ายน้ำหนักไปทางซ้ายขวาเท่าใดและรักษาความเร็วเท่าใดจึงจะสมดุลย์พอดีอยู่ได้โดยไม่ล้ม ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
เมื่อวานเราเสียเวลาไปมากมายในที่ประชุม ในการพูดคุยอภิปรายถึงปัญหาที่เกิดจากคนเพียงคนเดียว ที่ไม่รู้จักความเหมาะสม ทำสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ไม่สมดุลย์พอดี .....
และเมื่อคืนตอนที่เดินทางกลับบ้าน มีรถนับร้อยๆคันติดยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนเวลาดึกดื่นใกล้เที่ยงคืน เพียงเพราะคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ขับรถไม่รู้จักความพอดี จนทำให้เกิดปัญหาแก่คนอื่น
ความพอดี ระบบคุณค่าของคนตะวันออก ที่บรรพบุรุษของเราคุ้นเคย ยังจะมีความหมายต่อสันติภาพและความปกติสุขของสังคมตลอดไป เราต้องช่วยกันกู้กลับมาให้ได้ โดยไม่ต้องรอให้ฝรั่งเขียนเป็นหนังสือมาขาย



____________________

คนเรามีวิธีหาความทุกข์ใส่ตัวได้สารพัดแบบ มีน้องคนหนึ่งกำลังอึดอัดใจไม่เป็นสุข เพราะที่ทำงานไม่อนุญาตให้ลา เพื่อเดินทางไกลไปนั่งวิปัสนา ๗-๘ วัน เป็นทุกข์เพราะไม่ได้ไปหาความสุข ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องหาความสุขเสียดีกว่าจะได้ไม่ทุกข์

สถานที่อันสงบสวยงามและครูบาอาจารย์ที่ดี มีอยู่เฉพาะที่ เมื่อต้องการอาจต้องเดินทางไปหา แต่ความสุขและความทุกข์เกิดดับอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องหนีไปไหนและไม่ต้องไปหาที่ไหน จะให้มันอยู่หรือจะให้มันไปฝึกทำใจเอาเอง

การทำใจนั้นเป็นของยากสำหรับคนไม่เคยฝึก การทำงานจะเป็นเป็นวิธีที่ง่ายกว่า การลงมือทำงานเป็นโอสถวิเศษที่เยียวยาปัญหาชีวิตได้




บทความ วันที่ 7 มีนาคม 2555


ผมได้รู้จักคนดีที่หายาก ๒ คน ต่างวาระต่างเวลากัน คนหนึ่งเป็นข้าราชการ อีกคนหนึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทยา คนหนึ่งอาวุโส อีกคนหนึ่งเป็นผู้น้อย แต่เธอทั้งสองมีลักษณะที่เหมือนกันอย่างบังเอิญ คืออุทิศตัวให้กับงาน ทำงานหนักเต็มเวลา ทำล่วงไปถึงกลางคืน กลับบ้านดึกดื่น แม้ในวันหยุด เมื่อที่ทำงานต้องการตัว เธอก็ไม่เคยขัดที่จะไป ทั้งๆที่บ่นด้วยความรู้สึกหนักใจกับภาระงานที่มากมายเช่นนั้น แต่เธอทั้งสองคนก็ไม่ได้ทำอะไรอื่นนอกจากงานประจำ 


เมื่อพูดกันถึงความจำเป็นที่ต้องทำงานของตนเองบางอย่าง เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดและเพื่ออนาคต เธอได้คิด และเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องละวางงานประจำที่รุกล้ำเวลาส่วนตัวของเธอ เธอไม่อาจละวางได้ เธอรู้สึกว่าเธอเท่านั้นที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เธอคิดไม่ออกจริงๆว่าจะละวางไปได้อย่างไร


เป็นไปได้ว่าบางครั้ง ความนึกคิดสามัญบางอย่างได้สูญหายไปจากชีวิตของเรา เธอทั้งคู่นี้ลืมไปว่าเธอมีสิทธิ์เต็มที่กับเวลาที่เป็นส่วนของชีวิตเธอ เธอลืมไปว่างานบางอย่างถึงเธอไม่ทำก็มีคนอื่นมาทำแทน แต่หน้าที่ต่อชีวิตของเธอนั้น ถ้าเธอไม่ทำ ไม่มีใครทำแทนได้




บทความ วันที่ 3 มีนาคม 2555


วันนี้ระหว่างรอเครื่องบิน ได้พบเพื่อนเก่าที่เคยร่วมงานในสถาบันเดียวกัน ได้มีโอกาสถามทุกข์สุขถึงรุ่นพี่รุ่นน้องที่เคยทำงานร่วมกันมา มีแต่ข่าวเศร้า คนนั้นตายแล้วคนนี้ตายแล้ว คนนั้นเป็นอัมพาต คนโน้นกำลังป่วยด้วยโรคร้าย


เพื่อนๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความรู้สูง เป็นคนดีมีความสามารถ มีเกียรติประวัติดีเด่นในการทำงาน แต่น่าเสียดายที่ตายง่ายเกินไป ไม่สามารถดูแลชีวิตตนเองให้ตลอดรอดฝั่งได้ เพราะละเลยสุขภาพและสมดุลย์ชีวิต 


ยังมีคนอีกไม่น้อย ที่ทั้งชีวิตอุทิศให้กับความรู้ การงาน เกียรติยศชื่อเสียง และความสำเร็จ ที่ไม่ได้ส่งผลไปชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง




บทความ วันที่ 1 มีนาคม 2555


ผมมาพัทลุงเมื่อวาน เมื่ิอคืนมีสาวน้อยนักขายมาพบ เราสนทนากัน 2 ชั่โมง ผมแปลกใจมากที่เราได้เจอกันที่นี่ เธอเป็นคนเหนือ ลงมาทำงานเซลล์ที่กรุงเทพ ขับรถตระเวณไปหาลูกค้าตามจังหวัดต่างๆทั่วอีสาน ปลายเดือนก่อนเธอโทรมาจากหนองคาย สัปดาห์นี้เธอมาสร้างลูกค้าที่พัทลุง แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว


ผมถามถึงความก้าวหน้าในงานการเป็นตัวแทนขาย ถามถึงรายได้และเงินที่เหลือเก็บ ถามถึงอนาคต เธอรู้ว่ามันไม่ดีเลย แต่เธอชอบและมีความสุขกับงานแบบนี้ ถ้าลงเอยว่าชอบและมีความสุข ทุกอย่างน่าจะจบ แ่ต่ผมคิดว่าชีวิตเธอยังไม่ได้เริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ 


เราคุยกันว่า ที่สุดแล้วงานที่เราชอบและมีความสุขนั้น มันต้องให้รางวัลแก่ชีวิตที่เราชอบและมีความสุขด้วย ยิ่งกว่านั้นมีนก็ยังประโยชน์แก่คนอื่นด้วย เราคุยกันเรื่องความมั่นคงและความยั่งยืน คุยเรื่องงานจะตอบโจทย์ชีวิตได้ตลอดสาย ไม่ใช่แค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง คุยกันถึงการวิ่งรอกหาเงินและการทำให้เงินวิ่งมาหา คุยกันถึงอิสรภาพและพันธนาการ คุยกันเรื่องการปลูกพืชบนที่ดินของตนเองและการปลูกพืชบนที่ดินของคนอื่น และอีกหลายเรื่อง 


ผมรู้สึกว่าเธอเป็นคนดี เป็นเก่งที่ขยันแต่ไม่มีอนาคต จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด่วน




บทความ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555

วันหนึ่งผมเอาเครื่องพริ้นเตอร์ราคาหมื่นกว่าบาทไปซ่อม ช่างบอกว่าซ่อมให้ดีเหมือนเดิมได้ แต่ซื้อรุ่นใหม่คุ้มกว่า และเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมจะเอากล้องถ่ายรูปราคาหลายหมื่นไปซ่อม ผู้รู้แนะนำว่าซื้อรุ่นใหม่ดีกว่าซ่อมรุ่นนี้ ทุกวันนี้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆอายุการใช้งานสั้นลงๆ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเทคนิคต่างๆ ก็มีอายุสั้นลงๆเช่นเดียวกัน ของใช้ยุคใหม่ไม่ได้หมดสภาพเพราะทำหน้าที่ไม่ได้ แต่เพราะ “ตกรุ่น” เนื่องจากมีเทคโนโลยีใหม่ที่ดีกว่า ชีวิตของคนยุคใหม่นับวันจะแวดล้อมไปด้วยสิ่งชั่วคราวที่อายุของมันสั้นลงๆ คนที่มีทัศนะแบบค้นหาของดีที่สามารถใช้ไปได้นานๆกำลังถูกท้าทายด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นด้วยอัตราเร่ง



บทความ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อผู้ใหญ่โกงบ้านโกงเมืองเราก็เอาวิชาซื่อสัตย์ไปบรรจุให้เด็กเรียน เมื่อผู้ใหญ่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็สอนประชาธิปไตยในโรงเรียน เมื่อผู้ใหญ่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านก็สอนให้เด็กรักเพื่อนบ้าน เมื่อผู้ใหญ่ไม่มีศีลธรรมก็ให้เด็กเรียนเรื่องคุณธรรม ผู้ใหญ่สร้างปัญหาอะไรขึ้นมาในสังคม ก็บรรจุเรื่องนั้นเข้าไปให้เด็กเรียน เด็กๆไปโรงเรียน เพื่อเรียนปัญหาที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้น และเรียนสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้เรียน ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นไม่สิ้นสุด จนไม่เหลือที่ว่างสำหรับสิ่งที่เด็กอยากรู้อยากเห็น ไม่มีเวลาสำหรับความคิดฝันอิสระ ไม่มีเวลาเรียนรู้ตัวเองเพื่อจะอยู่กับโลกอนาคต



---------------------------

เด็กๆที่กุ้ยหลินกลุ่มนี้ เลิกเรียนตั้งแต่บ่าย เดินกลับบ้านคุยกันสนุกสนาน ไม่ต้องแวะไปกวดวิชา แต่มีเวลาแวะทักทายคนต่างชาติ โดยไม่ระแวงหวาดกลัว เมื่อถ่ายรูปพวกเขาแล้วเปิดให้ดูกัน เขาอุทานว่า "Oh my God ! " และพยายามพูดภาษาอังกฤษ



บทความ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555


เมื่อไม่นานมานี้ชาวบ้านขุดไปเจอกลองมโหระทึกลูกหนึ่งที่ชุมพร เป็นข่าวใหญ่ไปทั่ว กลองมโหระทึก เป็นประดิษฐกรรมที่ทำจากโลหะผสมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ภาพลายนูนบนกลองมโหระทึกเป็นบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในยุค ๓,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา
เมื่อสองสามพันปีก่อน เสียงกลองมโหระทึกเคยดังก้องกระหึ่มอยู่ทั่วไปตามชุมชนโบราณทั่วทั้งแถบเอเซีย ทั้งในจีน อินเดีย พม่า ไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และที่อื่นๆอีกมาก แล้วค่อยเงียบเสียงลงพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคประวัติศาสตร์ มาถึงวันนี้กลองมโหระทึกกลายเป็นโบราณวัตถุที่จมหายอยู่ใต้ดิน เพียงแค่ได้ขุดเจอสักใบหนึ่งก็นับว่าเป็นบุญแล้ว ไม่ต้องคิดฝันจะได้ยินเสียงของมันเลย 
แต่ที่อำเภอตงหลานมณฑณกวางสี เป็นเพียงที่เดียวในโลก ที่เสียงกลองมโหระทึกยังดังก้องกังวาลอยู่ตลอด ๓,๐๐๐ ปี ชาวจ้วงที่ตงหลานชนชาติที่มีบรรพบุรุษร่วมกับชนเผ่าไท ยังคงใช้กลองมโหระทึกในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านที่นั่นจะตีกลองมโหระทึกในพิธีขึ้นบ้านใหม่ งานเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน งานบุญ และงานมงคลต่างๆ 
การไปร่วมฉลองความสำเร็จกับนักธุรกิจแอมเวย์ที่กุ้ยหลินในปีนี้ เสียงกลองมโหระทึกที่จางหายไปหลายพันปีแล้ว ได้ดังกระหึ่มกึกก้องขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมฉลองชัยกับความสำเร็จของนักธุรกิจแอมเวย์ นี่นับเป็นครั้งแรกที่คนรุ่นเราได้ฟังเสียงกลองมโหระทึกที่เคยรับใช้สังคมโบราณมาตลอด ๓,๐๐๐ ปี ชาวจ้วงกลุ่มนี้นำกลองมโหระทึก ๗ ใบเดินทางไกลมาจากตงหลาน เพื่อมาร่วมฉลองความสำเร็จให้ชาวแอมเวย์ในครั้งนี้ การได้ฟังเสียงย่ำกลองจากชาวบ้านที่ยังใช้มันอยู่จริงๆในยุคสมัยของเรานี้ นับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ต้องขอบคุณความพยายามที่ยอดเยี่ยมของคณะผู้จัดงานครั้งนี้เป็นอย่างสูง
หันมาดูประดิษฐกรรมยุคเราแล้วต้องถอนหายใจ ไอแพ็ดรุ่นแรกซึ่งได้มาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหมดสภาพล้าหลังตกยุคไปแล้ว บ่ายนี้ต้องไปซื้อรุ่นใหม่ที่มันทำอะไรได้มากกว่า(แต่เพื่อนติงให้รอรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังจะออกมา) อุปกรณ์ไอทีทุกชิ้นที่ใช้อยู่ในบ้านก็กำลังทะยอยกันตกยุค ไม่เกินห้าปีนี้ประดิษฐกรรมไอทีทุกชิ้นที่เรากำลังเห่อกันอยู่จะไม่เหลือให้เราเห็น แล้วกลองมโหระทึกมีดีอะไร ที่คนยังใช้มาได้ตั้ง ๓,๐๐๐ ปี ?




บทความ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555


ทุกครั้งที่ไปเมืองจีน สิ่งที่ผมสนใจดูเป็นพิเศษ ไม่ใช่ความเจริญ แต่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของคนจีน ไปกุ้ยหลินครั้งนี้ก็ได้เห็นภูมิปัญญาของคนจีนอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน คือการใช้นกจับปลา 
ชาวบ้านที่กุ้ยหลินและที่ส่วนอื่นของมณฑลกวางสี เขาจับนกกาน้ำซึ่งเป็นนกป่ามาฝึกให้เชื่องแล้วใช้มันจับปลาแทนการใช้เบ็ดหรือเครื่องมืออย่างอื่น ที่เมืองไทยก็มีนกกาน้ำ นกพันธุ์นี้ตัวสีดำปากแหลม ตีนมีพังผืดเหมือนเป็ด จึงว่ายน้ำได้และดำน้ำลงไปจับปลาได้คล่องแคล่ว 
ผมเห็นมันพุ่งตัวจากเรือแจวของชาวประมง ดำหายไปในน้ำไม่กี่วินาทีก็คาบปลัวใหญ่โผล่ขึ้น แต่ปลาที่มันจับมาได้อย่างง่ายดายนั้น ไม่ง่ายที่มันจะกลืนลงไป เพราะเจ้านายมันสวมปลอกคอเอาไว้ เพื่อจะได้ล้วงปลาออกมาใส่ถังของตัวเอง โดยวิธีนี้นกกาน้ำจะได้กินเฉพาะปลาตัวเล็กๆที่ผ่านแหวนรอบคอลงไปได้เท่านั้น ซึ่งเจ้าของนกสามารถปรับขนาดได้ตามขนาดของปลาที่เขาต้องการ
ที่เห็นส่วนใหญ่เรือหาปลาลำหนึ่งมีนก ๒ ตัว บางลำก็มีหลายตัว นกบางตัวมีเชือกล่ามตีนไว้กันบินหนี ตัวที่เชื่องดีจนสูญเสียสัญชาตญาณแห่งอิสรภาพไปแล้ว เจ้านายก็กล้าให้อิสระไม่มีเชือกล่ามตีนไว้ เรียกว่านกตัวที่ไม่รู้จักอิสรภาพแล้วเท่านั้นจึงได้สิทธินี้ 
มนุษย์นี่ฉลาด รู้จักจับสัตว์มาฝึกเพื่อทำงานให้ตัวเองมานานหลายพันปีแล้ว ในบ้านเราก็มีการจับลิงมาฝึกให้ขึ้นมะพร้าว เอาวัวควายมาฝึกให้ไถนา เมื่อฝึกเชื่องแล้วสัตว์เหล่านี้ก็ทำงานให้เจ้านายของมันไปตลอดชีวิต
แต่นกกาน้ำมันรู้คิดกว่าสัตว์โลกอย่างอื่น ตรงที่ ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันจะรู้ว่ามันเสียเปรียบเจ้านาย คือรู้ว่ามันกลืนได้แต่ปลาตัวเล็กเท่านั้น ส่วนปลาตัวใหญ่ซึ่งมันชอบจับกว่าปลาตัวเล็กนั้น เจ้านายเอาไปหมด มันคิดได้เมื่อไหร่มันจะไม่ยอมจับปลาตัวใหญ่ มันจะยอมตัดใจจับแต่ปลาตัวเล็กที่กลืนได้เท่านั้น ถึงเวลานี้ เจ้านายก็ต้องปลดระวางมันออกไป ไปหานกตัวใหม่มาฝึกกันใหม่อีก ปกติแล้วนกกาน้ำตัวหนึ่งๆใช้จับปลาได้อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี มันจะรู้ทันหมด เจ้านายหลอกมันไม่ได้อีกแล้ว มันจึงรอดตัวไม่ต้องทำงานรับใช้คนไปตลอดชีวิตเหมือนวัวควาย



______________________________________




บทความ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555


ผมสนใจประวัติศาสตร์ในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มาก เมื่อวานที่ลพบุรีมีงานวันแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ จึงชวนกันไปหมดทั้งบ้าน ไปดูนิทรรศการ ดูบรรยากาศย้อนยุคที่ชาวลพบุรีร่วมใจกันจัดขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไปถึงเมืองลพบุรีก็เห็นชาวบ้านแม่ค้าลูกเด็กเล็กแดง ต่างแต่งตัวย้อนยุคไปยังสมัยสมเด็จพระนารายณ์กันทั้งเมือง พอเข้าในงานซึ่งจัดขึ้นในเขตพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ภาพของประวัติศาสตร์หลายอย่างที่เคยรู้มา ก็ได้มาปรากฏให้เห็นต่อตาอย่างสมจริง
ที่ผมชอบประวัตฺศาสตร์ไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เพราะพระองค์ท่านนำพาประเทศอย่างมีวิสัยทัศน์ เฉลียวฉลาด ทำใหญ่ประเทศเรายิ่งใหญ๋และมีศักดิ์ศรีที่สุดในภูมิภาคนี้ และเป็นประเทศที่รุ่งเรืองยิ่งใหญ่ในสายตาของมหาอำนาจตะวันตกด้วย ในสมัยของพระองค์ อยุธยาเป็นชุมชนนานาชาติ ที่เต็มไปด้วยคนฝรั่งเศส ฮอลันดา จีน เปอร์เซีย ญี่ปุ่น โมกุล โปรตุเกส และชาติอื่นๆ ทรงส่งราชทูตไปยังราชสำนักต่างๆหลายประเทศ เฉพาะฝรั่งเศสส่งไปถึง ๔ ครั้ง


พระราชวัง ป้อมปราการ ตลอดถึงเครื่องตั้งแต่งภายในอาคาร ใช้วิทยาการของยุโรป มีระบบท่อประปาฝังดินใช้ในพระราชวัง และทรงส่งนักเรียนไทยไปเรียนที่ฝรั่งเศสถึง ๑๔ คน มีสถาบันการศึกษานานาชาติชื่อวิทยาลัยมหาพราห์มในอยุธยา นักศึกษาสถาบันนี้เคยเดินทางไปสอบได้ระดับ Master จากมหาวิทยาลัยซอร์บอนที่ประเทศฝรั่งเศสในเวลานั้น 


พระองค์สนใจวิทยาศาสตร์ มีนักวิทยาศาสตร์(สมัยนั้นเรียกนักคณิตศาสตร์)เดินทางมาสู่ราชสำนักอยู่เสมอ พระองค์ทรงคบค้าต้อนรับเลี้ยงดูและศึกษาวิทยาการจากคนเหล่านั้น กิตติศัพท์เรื่องสนพระทัยในวิทยาศาสตร์ ทำให้กษัตริย์ยุโรปในเวลานั้นส่งกล้องดูดาวมาเป็นราชบรรณาการ... 


ผมรู้น้อยมาก แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกมาก งานจะมีไปถึงวันที่ ๒๒ เดือนนี้ครับ



_______________________________________________

ไม่ได้ไปกวางเจาหลายปีแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะได้ไปกวางเจาอีกครั้งหนึ่ง เมืองที่ผู้ไปเยือนจะต้องตื่นตาตื่นใจ กวางเจาเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทางภาคใต้ของจีน เมืองนี้มีประวัติเก่าแก่เกือบ ๓,๐๐๐ ปี เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมทางทะเลมาแต่โบราณกาล เขตเศรษฐกิจพิเศษ ๓ แห่งของจีนคือ เซินเจิ้น จูไห่ และซัวเถา ก็อยู่ที่กวางเจา

จากกวางเจาจะเดินทางต่อไปยังกุ้ยหลิน ในเขตมณทลกวางสี ดินแดนกว้างใหญ่ของชนเผ่าไทจ้วง ดินแดนของคนเผ่าไตที่กว้างใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ธรรมชาติอันสวยงามของกุ้ยหลิน ทำให้ได้รับสมญาว่า "สรวงสวรรค์บนพื้นพิภพ" เพลงรักชาวเรือของอันแสนไพเราะซึ้งใจ ก็กำเนิดมาจากธรรมชาติที่แสนงามของกุ้ยหลิน


___________________________________________

ความฝันต้องการการลงมือทำ แต่มีนักฝันจำนวนมากที่ไม่ลงมือทำ และมีคนที่กำลังทำตามความฝันอีกจำนวนหนึ่งที่ทำไม่จริงจัง สักแต่ว่าได้ทำเพียงเพื่อบอกตัวเองและคนอื่นว่ากำลังทำตามความฝันอยู่ ส่วนคนที่พยายามทำตามความฝันอยู่อย่างจริงจังนั้น ก็มีไม่น้อยที่ไม่เห็นวี่แววว่าจะสำเร็จ เพราะพยายามโดยไม่มีความสำเร็จเป็นเดิมพัน 
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะปฏิติบัติตามความฝันของเราได้ระดับใด ความใฝ่ฝันก็ยังคงเป็นแหล่งกำเนิดพลังชีวิตที่ยากจะหาพลังอื่นใดมาทดแทนได้


_______________________________________





บทความ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555

ในยุคหินเมื่อห้าแสนปีก่อน ทุกๆวันมนุษย์ยุคนั้นต้องออกจากถ้ำ เพื่อไปล่าสัตว์และหาของป่ากินยังชีพไปวันๆ ต่อมาก็เกิดความคิดที่จะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อยู่กับที่ ไม่ต้องออกไล่ล่าหากินกันทุกวัน เหตุการณ์ผ่านมาช้านานถึงยุคที่เราใช้เงินแลกปัจจัยในการดำรงชีวิต แต่สัญชาตญาณดึกดำบรรพ์นั้นยังไม่หายไปไหน ดังจะเห็นว่าทุกๆวันบรรดาคนเมืองต้องออกไล่ล่าหาเงินกันยุ่งเหยิงและเหน็ดเหนื่อย ยิ่งกว่าคนป่าออกไล่ล่าหาสัตว์กินเมื่อห้าแสนปีก่อน ถึงแม้ว่านวัตกรรมในการทำเงินก้าวหน้าไปถึงขั้นทำให้เงินวิ่งมาหาได้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงถนัดที่จะใช้สัญชาตญาณเดิมในการวิ่งไล่ล่าหาเงิน เช่นเดียวกับยุคล่าสัตว์



บทความ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555


ตื่นเช้าวันนี้บังเอิญถือหนังสือ "ไอ้แป๊ก...คนไทยที่อายุน้อยที่สุด และเก่งที่สุดในโลก" เดินเข้าไปในครัวจะดื่มน้ำ เปิดผ่านสองสามหน้าจะดูคร่าวๆก่อน จนกระทั่งต้องยืนอ่านอยู่ในครัวนั่นแหละจนเกือบหมดเล่ม ตอนนี้ดื่มน้ำแล้ว วันนี้ก่อนไปออกกำลังกาย ต้องขอแว๊บนั่งลงคุยหน่อยว่าผมรู้สึกยังไงกับที่ได้อ่านเมื่อกี้นี้


ไอ้แป๊ก-พฤสณัย เป็นเด็กไทยรุ่นใหม่ที่สมควรกับการเป็นฮีโร่ในดวงใจของเด็กไทยวัยรุ่น เขาเป็นคนมีความรู้ ไม่เพียงแต่รู้เรื่องที่เรียนมา แต่เขารู้เรื่องสำคัญกว่านั้นที่เด็กไทยไม่รู้ เขารู้เรื่องเงิน รู้เรื่องงาน รู้จักโลกที่เป็นอยู่และกำลังจะเป็นไป และที่น่าทึ่งสำหรับคนวัยนี้ เขารู้ว่าชีวิตที่ดีคืออะไรและจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร


แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าความรู้ คือความคิดในตัวเขา ผมชื่นชอบที่เขาเป็นคนคิดดี คิดไกล และมีความกล้าที่จะคิดใหญ่ ที่จริงคนที่คิดได้อย่างเขาหรือคิดได้มากกว่าเขาก็มีอยู่มาก แต่คนที่ลงมือทำตามที่คัวเองคิดได้นั้นหายาก


พฤสณัย เป็นนักปฏิบัติการ คนรู้มากคิดได้มากวิพากษ์ได้ทั้งจักรวาลนั้นมีมากมายจนน่ารำคาญ แต่พฤสณัยเป็นนักฏิบัติการที่ลงมือทำอย่างซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองรู้และคิดได้ และทำจนสำเร็จด้วย นี่คือเหตุผลที่เขาสมควรเป็นฮีโร่ของเด็กไทยยุคใหม่ รวมทั้งคนรุ่นผมด้วย




บทความ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555


ลูกสาวผมขับรถพาเพื่อนๆต่างชาติไปเที่ยวอยุธยา โดยที่ตัวเองไม่ชำนาญทางและไม่รู้ข้อมูลที่เที่ยว หายไปวันหนึ่งกลับมาเย็นด้วยความชื่นมื่นไม่หลงทาง ไม่สะดุดติดขัดใดๆ ให้ข้อมูลโบราณวัตถุโบราณสถานแก่เพื่อนต่างชาติได้เป็นที่ประทับใจ เขาบอกว่าชวนเพื่อนไทยคนหนึ่งนั่งไปข้างๆ ช่วยเปิดไอแพดบอกเส้นทางไปยังทุกที่ที่อยากไป และโหลดข้อมูลท่องเที่ยวของสถานที่ที่กำลังเดินทางอ่านให้เพื่อนๆฟังไปในรถ


อุปกรณ์ดิจิตอลสำหรับพกพารวมทั้งโทรศัพท์มือถือมีความสามารถมหัศจรรย์ เป็นอุปกรณ์ติดตัวที่จำเป็นสำหรับคนสมัยนี้ไปแล้ว เดี๋ยวนี้แทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ผมเชื่อว่าขอทานบางคนก็มีโทรศัพท์มือถือ


คนส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์อะไรจากอุปกรณ์ดิจิตอล ? ผมเคยเห็นนักเรียน ๓ คนเดินไปด้วยกัน ต่างคนต่างเดินคุยโทรศัพท์ โดยไม่ได้พูดกันเองเลย บนรถเมล์ ต่างคนต่างกดนั่นนี่บนมือถือ โดยไม่สนใจเพื่อนมนุษย์ข้างๆ ตามห้องประชุมจะเห็นคนก้มหน้าก้มตากดมือถือโดยไม่เกรงใจคนที่พูดอยู่หน้าห้อง ตามสวนสาธารณะจนถึงห้องนั่งเล่นในบ้าน คนใกล้ตัวถูกทิ้งให้นั่งว่างรอคอยหอยเหงา เพราะอีกคนกำลังคุยกับคนไกลผ่านมือถือ


ทุกๆวันมีบทสนทนาที่ไร้สาระจำนวนมหาศาล กรอกผ่านสื่อดิจิตอลไปเติมชีวิตที่ว่างเปล่าของอีกฝ่ายหนึ่ง 


เทคโนโลยี่ดิจิตอล เป็นหนึ่งในปัจจัยของความมั่งยุคใหม่ แต่มีคนไม่น้อยใช้เทคโนโลยีอันทรงประสิทธิภาพนี้ในทางตรงกันข้าม




บทความ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555


ตลาดนัดที่หมู่บ้านวันนี้เงียบเหงา ผมเดินผ่านแผงล๊อตเตอรี่ที่คนขายกำลังเก็บไปบ่นไป เขาบอกผมว่า "คนขายไม่รวยหรอกได้นิดเดียว พวกยี่ปั๊วโน่นรวยโดยที่ไม่ต้องทำงาน" ถ้าขายไม่หมดทำยังไง ? ..."ก็เก็บไว้เอง" เอ้าแบบนี้ก็มีโอกาสถูกล๊อตเตอรี่บ่อยน่ะซิ "ไม่ถูกหรอก มันไม่ถูกง่ายๆหรอก" คนขายบอกว่าไม่ถูกหรอก แต่คนซื้อคิดตรงข้าม


ผมเดินผ่านตลาดเงียบเหงามาถึงร้านสุดท้ายลุงขายน้ำชาอายุ ๗๕ ปี นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีที่ผมเดินผ่านแล้วไม่มีคนนั่งอยู่แม้แต่คนเดียว ผมหยุดทักทาย แกลากเก้าอี้ให้นั่ง หลังจากทำความรู้จักกันนิดหน่อยแกถามผมว่าเล่นหวยล๊อตเตอรี่ไหม ผมบอกว่าไม่เคยซื้อเลย แกบอกว่าแกซื้อประจำ ผมว่าเฉลี่ยทั้งปีแล้วได้หรือเสีย แกบอกว่าได้มากกว่าเสีย


เมื่อเห็นผมทำท่าฉงนไม่ค่อยเชื่อ แกพร่ำพรรณาให้ฟังยืดยาวว่า "คนเรามันต้องทำงานที่ใช้ความคิด เขาไปโลกพระจันทร์กันแล้ว นั่นทำงานแบบนั้นมันไม่ทันกินหรอก(ชี้ไปที่คนเก็บขยะขาย) มันต้องหาเงินด้วยการใช้ความคิด" ผมฟังแกพูดแล้วต้องถอนหายใจในแนวคิดล้ำวัยของแก แกลุกขึ้นไปหยิบสมุดสองเล่มมาเปิดให้ดูการคิดคำนวนที่ซับซ้อนด้วยคณิตศาสตร์ชั้นสูงวิชาความน่าจะเป็น(Probability)ชนิดที่อาจารย์คณิตศาสตร์เห็นแล้วจะต้องทึ่ง เพราะแกมีการยืนยันผลให้ดูด้วย


ผมถามแกว่าก็รู้กันอยู่ว่าคนเล่นของพวกนี้สุดท้ายจะเจ๊งไม่ใชหรือ แกบอกว่า "เล่นด้วยความโลภมันเจ๊งอยู่แล้ว คนเรามันต้องมีสติอย่าโลภ อย่าซื้อมาก มันต้องรู้จักความพอดี" ผมเดินจากแกไปด้วยความงุนงง แกเป็นคนแก่ที่มีความคิดและมีฐานความรู้ แต่เสียดายที่แกใช้ปัจจัยของความมั่งคั่งอันล้ำยุคนี้ กับอาชีพการงานที่ไม่เหมาะสม


______________________________________

ผี ไพรในเถื่อนถ้ำ เนินโนน
ตาก ทุ่งเต็มพราวโพลน แต่ผ้า
ผ้า ผีแม่นผีโขน จากป่า ใดนา
อ้อม เอื่อยหมดแรงล้า บ่ได้ เห็นตัว




บทความ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555


เมื่อวานนักศึกษาปริญญาเอกจากสาธารณรัฐโครเอเชียสองคนมาเยี่ยมที่บ้าน เขาเป็นเพื่อนของน้องพิมลูกสาวผม หลังจากที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ในบ้านเรากว่าสัปดาห์ตั้งแต่เชียงใหม่ถึงกระบี่ แน่นอนว่าเขาประทับใจอย่างยิ่ง เขารู้ว่าเมืองไทยน่าเที่ยวแต่เขาไม่เคยคิดจะมาเมืองไทยเพราะกลัว ลูกสาวผมต้องชี้แจงกันเหนื่อยกว่าเขาจะเปลี่ยนแผนมาท่องเที่ยวเมืองไทย ในขณะที่แม่เขายังคงคัดค้านอย่างหนักเพราะกลัวกว่าลูกสาว...

ทำไ...มคนต่างชาติจึงพากันกลัวที่จะมาท่องเที่ยวบ้านเรา ซึ่งเป็นประเทศในฝันที่คนทั่วโลกอยากมาเที่ยว เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่คนไทยรู้กันดี ผมเชื่อว่าคนไทยนอกประเทศทั่วโลกพยายามกันหนัก พูดกันเหนื่อยเหมือนลูกสาวผมกว่าใครจะเปลี่ยนใจมาเที่ยวบ้านเราสักคนหนึ่ง แต่คนไทยในประเทศทำอะไรไว้และกำลังทำอะไรกันอยู่ ประเทศของคนไทยที่แสนดีจึงมีชื่อเสียงในทางน่ากลัวเช่นนี้ ใครที่พอมีหนทางที่จะสื่อกับคนที่กำลังสร้างปัญหาให้มีสติขึ้นมาได้บ้าง ก็จงช่วยกันพยายามเถิด


การเปลี่ยนแปลงคนอื่นมีปัญหาตั้งแต่คิดแล้ว และถ้ายังไม่ได้สติ ลงมือพูดหรือทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงคนอื่นตามที่คิด ก็ยิ่งกระจายปัญหาให้กว้างขวางขึ้น ที่จริงตั้งแต่คนใกล้ชิดเราไปถึงสังคม ประเทศชาติ และโลกใบนี้มีอะไรไม่เหมาะสมที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอีกมาก แต่ถ้าต่างคนต่างลุกขึ้นปฏิบัติการเพื่อเปลี่ยนแปลงคนอื่น ทุกหนทุกแห่งก็จะมีแต่ความทุกข์ลุกเป็นไฟ

ทางที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงให้สงสันติสุขก็เห็นแต่การเตือนสติ ปลุกฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นแก่กันและกันเท่านั้นเอง




บทความ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555


ช่วงที่กำลังเบิกบานกับโอกาสใหม่ ในโลกใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่นาน ก็ได้มาเห็นภาพที่ให้ความรู้สึกชนิดที่ไม่อยากเอาโพสต์ให้ใครดูต่อ ในฐานะที่ผมนับตัวเองว่าเป็นคนที่สนใจการศึกษามากคนหนึ่ง ไม่รู้สึกสนุกเลยที่ได้เห็นอะไรอย่างนี้
ภาพที่ว่านั้น เป็นห้องสอบแห่งหนึ่ง ที่มีอุปกรณ์ประหลาดเพิ่มเติมจากข้อสอบ นั่นคือกระบังที่ทำคล้ายลังกระดาษ ใช้สวมศีรษะผู้เข้าสอบทุกคน เพื่อบังตาไม่ให้ชำเลืองไปดูคำตอบของคนข้างๆ เมื่อดูทั่วไปทั่งห้องแล้ว เห็นกล่องกระดาษทรงเหลี่ยม สวมหัวคนเรียงเป็นแถวโพลนไปทั้งห้อง

นอกจากนั้นผมได้เห็นภาพบรรยากาศในห้องสอบอีกแห่ง ใช้อุปกรณ์สวมหัวคนเข้าสอบเช่นเดียวกันนี้ แต่ที่นั่นเครื่องครอบหัวทำเป็นซองกระดาษขนาดใหญ่ลีบๆสวมหัวเพื่อบังตาสองข้างด้วยวัตถุประสงค์ป้องกันการลอกข้อสอบเช่นเดียวกัน

ปกติกระบังที่สวมหัวเพื่อไม่ให้วอกแวกมองไปข้างๆ เขาใช้สวมหัวม้าแข่ง เพื่อให้มันมองไปข้างหน้าเท่านั้น ไม่ให้วอกแวกไปเห็นอะไรข้างๆ และนี่กลายเป็นที่มาของสำนวน “ม้าติดกระบัง” หมายถึงคนที่รู้อย่างเดียวเฉพาะที่ตัวเองสนใจเท่านั้น ไม่รู้เรื่องอื่นๆ ไม่ยอมรับอะไรอื่นนอกเหนือจากที่ตัวเองรู้

ช่วงนี้มีข่าวว่าจะมีการปรับเงินเดือนใหม่ให้กับคนมีความรู้ที่สอบผ่าน เมื่อเงินเดือนดีการสอบแข่งขันตามสนามสอบต่างๆคงจะเข็มข้นขึ้น เกิดมีคนหัวใสประดิษฐ์เครื่องครอบหัวพวกเข้าสอบเป็นหัว ลิง ค่าง กวาง ไก่ ขึ้นมาเพื่อความสนุก คนนอกวงการศึกษาผ่านไปเห็นเข้าจะเกิดอะไรขึ้น

การแข่งกันเรียนแข่งกันสอบในวงการของคนมีความรู้ ไปถึงขั้นใช้กระบังช่วยเหมือนม้าแล้ว การศึกษาที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้คนดีขึ้นถึงระดับที่จะมีศีลธรรมพื้นฐานที่วางใจได้ การเรียนการสอบแข่งขันความรู้ในห้อง กำลังค่อยๆแยกส่วนออกจากคุณธรรม สุดท้ายเราก็อาจจะได้คนไม่ดีที่เก่งๆเข้าไปทำงาน เป็นกลไกสำคัญของสังคม(ที่มองไม่เห็นอนาคต)


บทความ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555


เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา บริษัทแอมเวย์ประเทศไทยและนักธุรกิจแอมเวย์ ได้แสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ ๒๕ ปี ที่เมืองทองธานี มีการจัดงานแสดงสินค้าด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับยอดเยี่ยม และมีงานเลี้ยงค็อกเทลแก่ผู้นำองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเฉพาะในประเทศไทยถึง ๔,๐๐๐ คน และในรอบประชุมนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วไปก็มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งในห้องประชุมและดูวงจรปิดนอกห้องประชุมไม่ต่ำกว่า ...๕๐,๐๐๐ คน

สิ่งที่โดดเด่นพิเศษในปีนี้คือมีคนหนุ่มสาวที่เป็นปัญญาชนคนรุ่นใหม่เข้าสู่ธุรกิจมากมายเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับวัยอื่นๆที่มีมาก่อน ผู้นำหนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง ซึ่งธุรกิจของพวกเขาได้ขยายออกไปหลายๆประเทศแล้ว ได้ให้เกียรติมานำเสนอโอกาสของแอมเวย์ ด้วยสื่อสมัยใหม่และมีความคิดริเริ่มในการนำเสนอที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบรรยากาศระดับนี้จะเห็นได้แต่ในวงการบันเทิงเท่านั้น

เราคุ้นชินกับภาพของซุปเปอร์สตาร์ ที่โลดแล่นโดดเด่นอยู่กลางเวทีเวทีแสง สี เสียงอันตื่นเต้นเร้าใจ ท่ามกลางเหล่าสาวกและบรรดาแฟนๆล้นหลามเนืองแน่นละลานตา และในงานระดับชาติของแอมเวย์ เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่และผู้คนล้นหลามระดับเดียวกันนี้ ต่างกันที่คนรุ่นใหม่ที่โลดแล่นโดดเด่นอยู่บนเวที เขาไม่ใช่ซุปเปอร์สตาร์หรือดาราจากค่ายไหน หากแต่พวกเขาเป็นปัญญาชนคนรุ่นใหม่ ที่สร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จ ด้วยวิสัยทัศน์และพลังความฝันของตนเอง

พวกเขาผ่านการทำงานหนักด้วยความมานะพากเพียร มีประสบการณ์โชกโชน ผ่านการบ่มเพาะความคิดและฝึกหัดพัฒนาตนเองตามแนวคิดแบบแอมเวย์ จนธุรกิจเติบใหญ่ขยายออกไปหลายๆประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา มูลค่าธุรกิจเทียบชั้นกับเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่แถวสีลม แต่คุณภาพชีวิต วิถีชีวิตและอิสรภาพนั้นเหนือชั้นกว่า และรายได้ระดับที่คนธรรมดาเรียกว่าเศรษฐีรุ่นใหม่ได้

แอมเวย์นั้นเป็นโอกาสของชาวบ้านชาวเมือง คนจนคนรวย คนมีการศึกษาและไม่มีการศึกษาทุกชนชั้นฐานะ ไม่ใช่โอกาสเฉพาะของคนหนุ่มสาวเท่านั้น แต่น่าชื่นชมที่บรรดาผู้นำธุรกิจที่เป็นคนหนุ่มสาวเหล่านี้ กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง อันสะท้อนถึงบุคลิก พลังศักยภาพ และความใฝ่ฝันของคนรุ่นเขา เป็นการเปิดมิติแห่งโอกาสใหม่ของคนวัยนี้ ให้เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง นอกจากความฝันที่จะเป็นดารา นักร้อง ซุปเปอร์สตาร์ หรือวนเวียนอยู่กับการหางาน ได้งาน เปลี่ยนงาน และตกงานดู


คุณธเนศ เป็นบุคลากรที่มีค่ายิ่งของธุรกิจหมื่นล้านที่พวกเราทำอยู่ ถ้าไม่มีคุณะเนศ แอมเวย์ยังอยู่แต่พวกเราฟังไม่รู้เรื่อง ผมฟังนักแปลกันมาเยอะแล้ว แต่ไม่ใครแปลได้โดนใจเท่าคุณธเนศ คุณธเนศไม่ได้แปลแต่ภาษา แต่สื่ออารมณ์ความรู้สึก แนวคิด เจตนารมย์ แบบแอมเวย์ชนิดที่คนอื่นทำได้ยาก ขอให้คุณธเนศอยู่คู่กับแอมเวย์ตลอดไปไชโย


บทความ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555


ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงจากยุคอุตสาหกรรมไปสู่ยุคฐานความรู้นี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกำลังแยกห่างออกจากกันยิ่งกว่าเดิม อาจจะถึง 1,000 เท่าในอนาคต คนที่ขาดความรู้กำลังดิ้นรนด้วยการทำงานหนักยิ่งขึ้น ในขณะที่คนอีกพวกหนึ่งปรับเปลี่ยนมาใช้ความรู้และเทคโนโลยี่ในการสร้างความมั่งคั่ง มีสำนักงานเล็กๆที่อยู่ตามบ้านหรือตามตึกสูงจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำเงินได้มหาศาลจากธุรกิจสมัยใหม่ที่ไม่ใครรู้จัก ในขณะที่คนจำนวนมากกว่ากำลังทำงานหนักจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น แต่พวกเขากลับได้รางวัลเป็นชีวิตที่ยากลำบากและขาดแคลน

คำถามประจำวันที่เราคุ้นเคยในช่วง 50 ปีมานี้ "เรียนจบอะไร จากสถาบันไหน มีตำแหน่งอะไร" ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร แต่ความหมายของมันกำลังน้อยลงๆ สิ่งที่จะมีความหมายกับความสำเร็จในชีวิตและอาชีพการงานยุคต่อไปนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจบอะไรมา หรือมีตำแหน่งอะไร แต่อยู่ที่ว่าเรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่อนาคต หรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ทอดยาวมาจากอดีต ซึ่งแต่ก่อนมันเป็นเส้นทางเดียวกัน แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว


คนไทยตื่นตัวเรื่องการเรียนมากว่าศตวรรษแล้ว แต่เมื่อโลกก้าวมาถึงยุคฐานความรู้ เราก็ยังสับสนอลหม่านกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

วันนี้ประเทศเราก้าวหน้าเรื่องการเรียนมากที่สุดในย่านนี้ จนผู้บริหารบางคนเห็นว่าเรามีมหาวิทยาลัยมากเกินไป ควรยุบรวมให้มันน้อยลง มหาวิทยาลัยของเราบางแห่งมีอาจารย์ที่เป็นด๊อกเตอร์(จบปริญญาเอก)มากกว่า 2,200 คน ผมดูตัวเลขของมหาวิทยาลัยเพียง 30 แห่ง ก็พบว่ามีอาจารย์ที่มีความรู้ถึงระดับปริญญาเอกมากกว่า 15,000 คน นี่ยังไม่นับรวมอาจารย์ที่มีความรู้ระดับอื่นๆ

เราไม่มีปัญหาเรื่องคนไม่เรียน ทุกๆวันเราได้พบเห็นคนที่กำลังเรียนต่อ หรือมีแผนจะเรียนต่อมากมายเต็มไปหมด แต่คนที่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ และมีนิสัยเรียนรู้นั้นอาจจะยังไม่มากพอ เราต้องพัฒนาสังคมเรียนรู้ขึ้นมาให้ควบคู่กับธุรกิจฐานความรู้ที่กำลังมาถึงแล้ว การเรียนสูงเป็นโอกาสของบางคน แต่การเรียนรู้นั้นเป็นโอกาสของทุกคน การเรียนสูงๆต้องไปมหาวิทยาลัย แต่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง

ธุรกิจการงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ นั่นคือธุรกิจแห่งอนาคตที่เตรียมคนเข้าสู่โลกยุคฐานความรู้อย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าสอนพระสงฆ์สาวกว่าให้หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์เพื่อเรียนรู้ องค์กรนี้จึงอยู่มาได้กว่า 2,500 ปีแล้ว คิโยซากิ ปราชญ์สังคมยุคใหม่ เขาชื่นชมธุรกิจประเภทเครือข่ายในข้อที่ธุรกิจประเภทนี้มีการประชุมอบรมบ่มเพาะผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาถึงให้สมญาว่าเป็นโรงเรียนสอนธุรกิจแห่งยุคสมัย



บทความ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555


ธุรกิจการค้าส่วนใหญ่ เจริญรุ่งเรืองขึ้นด้วยการไล่สนองความต้องการ สนองความอยากของคน แต่ก็มีธุรกิจการค้าอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ไล่ตามความต้องการของลูกค้า แต่จะนำเสนอสิ่งดีๆที่ใครเห็นก็รู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ

เฮนรี่ ฟอร์ด เจ้าของธุรกิจรถยนต์ทีี่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บอกว่า ถ้าถามความต้องการของลูกค้า เขาก็จะตอบว่าต้องการรถม้าที่วิ่งได้เร็วกว่าเดิม ไม่มีใครต้องการรถยนต์ เพราะเขาไม่รู้ว่ารถยนต์ดีอย่างไร

ตอนที่สตีฟ จ็อบ ยังมีชีวิตอยู่เขาเคยบอกว่าเขาไม่สนใจผลการวิจัยเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า แต่เขาจะสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆที่ใครเห็นเข้าก็ร้องว่า นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ

ธุรกิจที่ดี ไม่ควรไล่สนองความต้องการของลูกค้าเพื่อมุ่งหากำไร โดยไม่สนใจว่าความต้องการนั้นมีเหตุมีผลหรือไม่ ถูกค้องสอดคล้องกับจริยธรรมหรือไม่ และสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนหรือไม่


เมื่อเช้าผมพูดถึง สตีฟ จ็อบว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ไม่ไล่ตามความต้องการของลูกค้า แต่ผลิตภัณฑ์ของเขาแต่ละตัวที่ออกมา คนแย่งกันซื้อคิวยาวเหยียดทั่วโลก คนในวงการธุรกิจดิจิตอล ทึ่งเป็นนักหนาที่เขาหยั่งรู้อะไรๆไปข้างหน้าได้เกินมืออาชีพในวงการเดียวกัน เขาเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิตอล

บางท่านอาจไม่ทราบว่ามนุษย์หัวคอมพิวเตอร์ ที่ผลงานสั่นสะเทือนโลกดิจิตอลอย่างสตีฟ จ็อบ เป็นชาวพุทธ เขาถือศีลกินมังสะวิรัติ ปฏิบัติสมาธิภาวนาชนิดที่นำไปสู่ปัญญาญาณและการหยั่งรู้อย่างแท้จริง(ไม่ใช่สมาธิชนิดเห็นนรกสวรรค์)

เขาเคยไปศึกษาศาสนากับครูบาอาจารย์ที่อินเดียเป็นเวลา ๗ เดือน กลับไปอเมริกาแล้วเขายังไปปฏิบัติธรรมกับสำนักพุทธนิกายเซนอย่างต่อเนื่อง เขาเป็นสาวกเซ็นที่เคร่งครัด เมื่อเขาไปทำงานที่บริษัทคอมพิวเตอร์เมื่อปี 1975 เพื่อนของเขาบอกว่าเห็นสตีฟ จ็อบ นุ่งห่มเหลืองเดินเท้าเปล่าเข้าไปที่บริษัท สตีฟ จ็อบเคยบอกว่า "วิถีแห่งเซ็น มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของผม"

อาจมีอีกสองอย่างที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของสตีฟ จ็อบ คือความฝังใจที่ตัวเองเป็นลูกที่ไม่รู้จักพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด และสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยี่ในสังคมอเมริกัน อาจเป็นเพราะส่วนผสมของสามอย่างนี้ทำให้เขามีอะไรแปลกๆและโดดเด่นกว่าคนทั่วไป

บทความ วันที่ 27 มกราคม 2555


พรุ่งนี้ผมจะไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนๆสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เราจากกันนานเกือบ ๔๐ ปีแล้ว งานของเราเริ่มด้วยทำบุญเลี้ยงพระอุทิศส่วนกุศลให้เพื่อนๆที่ล่วงลับไปแล้ว บรรยากาศของการล่วงลับลาจากในระยะนี้ ทำให้ผมรู้สึกร้อนตัวจนต้องไปตรวจสุขภาพอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อเช้านี้
ผมประมาทอยู่กับการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง ไม่ใส่ใจไปให้คุณหมอตรวจสุขภาพมานานนักหนาแล้ว วันนี้ไปถึงโรงพยาบาลแต่เช้ามืด ตรวจหัวใจ ความดัน เบาหวาน ตับ ไต ไส้พุง สารพัด แม้จะมีคนคอยอำนวยความสะดวกให้เป็นพิเศษ แต่ก็ตรวจวัดกันตั้งแต่เช้ายันเที่ยง ได้รายงานการตรวจมาเป็นปีก สรุปเบ็ดเสร็จปกติสบายดีทุกระบบ แสดงว่าแนวคิดและวิธีดูแลสุขภาพของตนเองที่ทำมายาวนั้นถูกต้องได้ผลตามสมควร

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะดูแลสุขภาพได้ดีเพียงใด การไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพยังเป็นเรื่องสำคัญ ผมตั้งใจว่าต่อไปผมจะไม่ประมาทกับการตรวจเช็คสุขภาพอีกแล้ว แม้ว่าผมจะเบื่อหน่ายการไปโรงพยาบาลขนาดไหนก็ตาม จะต้องไปตรวจในเวลาอันสมควร

วันนี้ระหว่างที่ผมนั่งเบื่ออยู่ที่โรงพยาบาล ผมเห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆเริ่มทำงานกันอย่างกระตือรื้อร้น ตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมงเช้า พวกเขาคือผู้ที่เหน็ดเหนื่อยอยู่เบื้องหลังความสุขสบายของพวกเรา เมื่อเราสุขสบายดีเราไม่เคยนึกถึง เราไม่เคยไปหา เมื่อเราเจ็บป่วยเดือดร้อน ไม่ว่าไปถึงเวลาใดก็จะพบคนเหล่านี้เตรียมพร้อมเพื่อพวกเราอยู่เสมอ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกระดับ เป็นกลุ่มบุคคลผู้เสียสละ ที่พวกเราต้องระลึกบุญคุณ

เมื่อเช้า ผมนั่งรอผลตรวจต่างๆอยู่ข้างประตูในโรงพยาบาล มีคนเดินผ่านเข้าออกตลอดเวลา นั่งดูหุ่นของเจ้าประคุณทั้งหลายที่เดินผ่านไปมา นึกถึงสถิติที่บอกว่าตอนนี้ผู้ชายไทยหนึ่งในสามเข้าข่ายอ้วน ส่วนผู้หญิงไทยครึ่งต่อครึ่งที่เริ่มอ้วน ผมนั่งตรวจนับคนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตา ปรากฏว่าเป็นประมาณนั้นจริงๆ บางกลุ่มเดินคุยกันมาสามสี่คนอ้วนหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

ปีที่แล้วคนไทยหมดเงินไปกับความอ้วน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งค่าหมอ ค่ายา อาหารเสริม ฟิตเนส แต่คนอ้วนก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นรั้งไม่อยู่ บรรดาเทคนิคลดอ้วนทั้งหลายก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหลวไหลไม่ได้ผล แม้แต่การลดน้ำหนักตามโรงพยาบาลก็ได้ผลแค่ ๒๙ % คือลดได้แล้วอ้วนกลับเหมือนเดิมอีก ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่ธุรกิจลดอ้วนกำลังพุ่งแรงแซงไปข้างหน้าแน่นอน



บทความวันที่ 25 มกราคม 2555


น้องคนหนึ่งสนใจอยากให้คุยกันเรื่องหนี้สิน 
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เป็นหนี้ ถ้าพูดตรงๆว่าหนี้สินเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็จะกระเทือนใจและเกิดข้อโต้เถียงออกไปไม่สิ้นสุด แต่ถึงจะงัดเอาเหตุผลขั้นเทพอย่างไรมากโต้กันจนคอแตกตาย ความจริงมันก็ยังคงเป็นอย่างนั้น 
ตอนนี้คนไทยเป็นหนี้กันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนี้สินกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนี้ส่วนบุคคลขึ้นไปถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว หนี้ครัวเรือน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หนี้ประเทศ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราเป็นหนี้ สามล้านหกแสนล้าน มากจนฟังกันเองไม่เข้าใจ แล้วเราจะไปหาเงินที่ไหนมาคืนหนี้ที่มากจนตัวเองก็ฟังไม่รู้เรื่อง ตัวเลขนี้ยังน้อยไป เพราะยังไม่รวมหนี้เภาคเอกชนอีกมหาศาล
พวกเราชาวบ้านนอกจากเป็นทุกข์จากหนี้ที่ตัวเองก่อขึ้นแล้ว แต่ทุกปีต้องเดือดร้อนกับหนี้ที่คนอื่นก่อขึ้นด้วย ปีที่แล้วประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกเขาเป็นหนี้ผ่อนบ้านกันมโหฬารจนเศรษฐกิจล่มจม ส่งผลกระทบเดือดร้อนกันไปทั่วโลกรวมทั้งเมืองไทยด้วย ปีนี้ประชาคมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเขาเป็นหนี้กันล้นพ้นตัว ตอนนี้กำลังชุลมุนแก้ปัญหา ในที่สุดคาดกันว่าเศรษฐกิจจะพังพินาศมาถึงบ้านเราในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
ทุกคนกกำลังเร่งเพิ่มรายได้ ทุกประเทศกำลังเร่งเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น แต่ยิ่งรวยหนี้สินยิ่งเพิ่มขึ้น ประเทศเราเป็นหนี้ ๔๐ % ของ GDP แต่พวกรวยๆอย่างอเมริกาเป็นหนี้ถึง ๙๕% อังกฤษมากกว่า ๓๐๐ % บางประเทศในยุโรปเป็นหนี้ถึง ๘๐๐ % ของทรัพย์สินที่ตัวเองมี แสดงว่าพวกนี้อยู่ดีกินดีกับหนี้คนอื่น นี่คือบรรดาฮีโร่ที่เรากำลังไล่ตามไป
ใครก็ตามได้มาอยู่ในธุรกิจเงินสด นับว่าเป็นโอกาสที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะการสร้างธุรกิจให้เติบโตโดยไม่ต้องก่อหนี้สินควบคู่กันไปด้วยนั้น เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในยุคสมัยที่ระบบคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่งผิดพลาดเช่นนี้ และวันหนึ่งเมื่อธุรกิจแบบปลอดหนี้สินประสบความสำเร็จ เราก็จะบรรลุสู่ชีวิตใหม่ที่ปลอดหนี้ ก่อนถึงจุดสูงสุดคืออิสรภาพทางการเงิน


___________________________________

พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพไว้บทหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ ให้เรารีบทำภารกิจของตนเองให้ลุล่วง ไม่ให้เราประมาทกับชีวิต ไม่ให้ประมาทกับความตาย........

เห็นกันอยู่เมื่อเช้า สายตาย
สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา
เย็นยังหยอกลูกด้วย ค่ำม้วยอาสัญ 

พระท่านว่าชีวิตคนเรานั้นบางเบาและแสนสั้นเหมือนหยาดน้ำค้าง สดใสทอประกายชั่วครู่ยามก็เหือดหายไป โลกที่เราอยู่อาศัยนี้มีมานาน ๔,๕๐๐ ล้านปีแล้วและจะอยู่ไปอีกนานแสนนาน แต่ชีวิตเราส่วนใหญ่ก็อยู่บนโลกนี้ไม่ถึงร้อยปี เมื่อนับเวลาที่เหลืออยู่ก็ยิ่งน้อยนิด มันเป็นเวลาแสนสั้นที่มีค่า เกินกว่าที่จะปล่อยให้สูญเปล่า มีค่าเกินกว่าที่จะปล่อยชีวิตให้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกสิ้นหวัง เรามีหน้าที่ทำให้ชีวิตส่วนที่เหลืออยู่ของเราเป็นชีวิตที่ดีที่สุด



บทความ วันที่ 24 มกราคม 2555


ยุคนี้เราใกล้ชิดกับความตายแบบใหม่ที่มีเหตุมาจากการกินอยู่ การกินอยู่แบบที่เราปฏิบัติกันอยู่นี้นำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและไขมันอุดตันเส้นเลือด นี่คือมัจจุราชตัวจริงที่กำลังคืบคลานเงียบเชียบเข้าสู่ชีวิตผู้คนยุคใหม่โดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตัวก็มักสายเสียแล้ว และหลายรายเสียชีวิตโดยไม่มีใครทันรู้ระแคะระคาย
ผู้มีปัญญาทั้งหลายสอนให้เรานึกถึงความตายอยู่เสมอ ให้นึกว่าความตายอยู่ใกล้ตัว จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไม่ให้กลัวความตาย คนที่คิดว่าความตายอยู่ห่างไกล เพราะยังหนุ่มสาว เพราะยังแข็งแรงสุขภาพดี คิดแบบนี้ถือว่าประมาทกับความตาย
การนึกถึงความตายอยู่เสมอนั้น คือการใช้ความตายเป็นแรงบันดาลใจนั่นเอง เมื่อเรารู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้ตัว จะตายเมื่อไรก็ได้ เราจะได้รีบลงมือทำหน้าที่ให้ลุล่วง ทำความฝันที่ค้างคาใจอยู่ให้สำเร็จเสียโดยเร็ว ทำสิ่งที่กังวลห่วงใยเสียให้เสร็จ จะได้หมดกังวล คนที่ตระหนักรู้ความตายได้มากเท่าใด นิสัยและพฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไปมากเท่านั้น พูดโดยสรุปว่าเขาจะรีบทำหน้าที่การงาน จะไม่ประมาทกับชีวิต ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งอย่างที่กำลังเป็นอยู่




บทความ วันที่ 22 มกราคม 2555


ผมและครอบครัวเพิ่งกลับจากกัมพูชาครับ บ้านเมืองและผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าที่พวกเราคิด ที่เสียมเรียบอาคารร้านรวงสะอาดสวยงามและมีมาตรฐานสากล ผังเมืองดี ผู้คนดีและจิตใจเปิดกว้าง มีทัศนะทีดี่กับคนต่างชาติรวมทั้งคนไทย คนกัมพูชากำลังพัฒนาตัวเองกันอย่างกระตือรือร้น ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวได้พบเห็นมัคคุเทศน์ชาวกัมพูชาตั้งแต่วัยหนุ่มถึงวัยสูงอายุ ที่หน้าตายังคงเอกลักษณ์ของคนพื้นเมือง แต่พูดภาษาต่างๆอย่างคล่องแคล่ว มีทั้งภาษาสเปน อังกฤษ สวีดิช ญี่ปุ่น ไทย จีน เกาหลี ฝรั่งเศส และภาษาอื่นๆ พวกเขาทำหน้าที่บอกเล่าสิ่งดีๆที่มีในประเทศของเขาอย่างคนรู้จริง กระตือรือร้น และมีความน่าเชื่อถือ


มัคคุเทศน์เหล่านี้หลากหลายอายุและสาขาความรู้ ส่วนใหญ่เข้าเรียนหลักสูตรภาษาต่างๆในเมืองเสียมเรียบ ไม่เคยเดินทางไปยังประเทศเจ้าของภาษาเลย มานิตย์มัคคุเทศน์ภาษาไทยประจำคณะเรา เรียนจบทางด้านคอมพิวเตอร์ ทำงานประจำที่องค์การโทรศัพท์ รับงานพิเศษเป็นมัคคุเทศน์ภาษาไทย เขาขวนขวายเรียนภาษาไทยเอาเองที่พระตะบอง เขาพูดภาษาไทยได้ดี โดยที่ตัวเองไม่เคยข้ามแดนมาประเทศไทยเลย


มานิตย์เล่าว่า มัคคุเทศน์ทุกคนต้องผ่านการสอบคัดเลือกและเข้าอบรมในหลักสูตรเข้มข้นของรัฐบาล เป็นเวลา ๑๔ เดือน สำหรับเรื่องภาษา ต่างคนต่างเรียนเอาเอง และเพื่อนๆเขาเกือบทั้งหมด เรียนภาษาต่างๆที่เสียมเรียบนี่เอง โดยที่ไม่เคยไปต่างประเทศ


พวกเขาทำงานจริงจังไม่รู้เหน็ดเหนื่อย มองไปยังอนาคตข้างหน้า เมื่อถามถึงความขัดแย้ง ไม่มีใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ แต่เขามีความสุขที่จะคุยว่าประเทศเขากำลังทำอะไรบ้าง เขาพูดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ


กลับมาคราวนี้ รู้สึกว่าพวกเราต้องปรับทัศนะบางอย่าง ที่มีต่อเพื่อนบ้านรอบๆประเทศเราเสียใหม่แล้ว

------------------------------------------------------------


 ที่ปราสาทตาพรม ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อเก้าร้อยกว่าปีก่อน มีภาพแกะสลักหินนูนต่ำ ภาพหนึ่งแทนที่จะเป็นรูปนางนางอัปสร เหมือนที่เห็นทั่วไปตามปราสาทหิน แต่ภาพนี้กลับเป็นภาพไดโนเสาร์ชนิดมีครีบ Stegosaur ซึ่งเป็นสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์จากโลกไปไม่รู้กี่ล้านปีแล้ว คนยุคนครวัดนครธม รู้จักไดโนเสาร์พันธุ์นี้ได้อย่างไร นี่คือหนึ่งในคำถามหลายร้อยหลายพันคำถามที่คนยุคเราสงสัย ระหว่างเที่ยวชมปราสาทหิน ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้


------------------------------------------------------------


ห้าโมงเย็นแล้วนักเรียนรอบบ่ายที่บันทายศรี เพิ่งเลิกเรียนขี่จักรยานกลับบ้าน โรงเรียนกัมพูชายังไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน เด็กๆที่นี่จึงต้องผลัดกันเรียน พวกหนึ่งเรียนรอบเช้าตั้งแต่เจ็ดโมงถึงสิบเอ็ดโมงแล้วก็เลิกเรียนกลับบ้าน อีกพวกหนึ่งเรียนภาคบ่าย เริ่มตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น แม้การศึกษาในระบบยังไม่ค่อยเพียงพอ แต่ตามเมืองใหญ่ก็มีหลักสูตรเรียนต่างๆมากมายทั้งภาษาและหลักสูตรอื่นๆ คนหนุ่มสาวขวนขวายสมัครใจไปเรียนกันคับคั่งเพื่อพัฒนาตัวเอง บรรยากาศการศึกษาด้วยตนเองแบบนี้ในกัมพูชากำลังคึกคักไม่แพ้ที่เวียดนาม



-----------------------------------------------------------------------------------------------

จนถึงวันนี้ บ้านเรายังมีขอทานอยู่ทั่วไป ผมเคยได้ยินว่าเป็นขอทานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ระหว่างที่เดินทางอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ผมไม่ได้เจอขอทานเลย เจอแต่คนที่พยายามทำโน่นทำนี่ไปตามอัตภาพ มัคคุเทศน์บอกว่ารัฐบาลไม่อนุญาตให้ขอทาน ถ้าเจอจับเอาตัวไปฝึกอบรมอาชีพแล้วให้ออกมาทำมาหากิน พวกยากลำบากที่พยายามทำมาหากินเอง ที่เห็นมากที่สุดคือคนพิการจากกับระเบิด ที่รวมกลุ่มกัน ๔-๘ คน มายกร้านตั้งวงเป่าสีซอให้นักท่องเที่ยวฟัง ซึ่งมีมากมายหลายคณะ แสดงอยู่ข้างทางเข้าโบราณสถานแทบทุกแห่ง เพื่อรับเงินบริจาคตามแต่จะศรัทธา พวกเขาเล่นดนตรีได้ไพเราะ บันทึกซ๊ดีเป็นของคณะตัวเองเพื่อขายแก่ผู้สนใจ เหมือนที่เห็นในในยุโรป



----------------------------------------------------------------------------------------------


นครวัด
ผลงานยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ทำได้
หลายท่านเคยไปเห็นวิหารพาเธนอนในกรีก เป็นวิหารที่สร้างจากหินก้อนมหึมา สกัดจนเป็นเสาหินกลมๆ แต่ใครจะคิดว่าขอมโบราณแถวบ้านเราก็สามารถสร้างวิหารสองชัั้นที่สกัดจากหินได้ มาตั้งแต่พันปีก่อน และทำเสากลมได้เช่นเดียวกับพวกกรีก 

ปราสาทนครวัดและนครธม ก็เป็นสิ่งก่อสร้างจากหินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและประดับตกแต่งลวดลวยที่แกะสลักจากหินได้ประณีตงดงามที่สุด ในบรรดาสิ่งที่มนุษย์สร้างในยุคเดียวกัน

เฉพาะในเขตประเทศกัมพูชา พวกขอมได้สร้างปราสาทหินไว้มากมาย เฉพาะที่สำรวจพบแล้วมีถึง 3,870 แห่ง เฉพาะปราสาทนครวัดไว้เวล่สร้าง 37 ปี และสร้างเพิ่มเติมรวมทั้งตกแต่งต่อมาอีก 500 ปี และทิ้งร้างรกทึบอยู่ในป่า 500 ปี กว่าจะมาถึงยุดสมัยของเรา

หินที่นำมาทำปราสาทเหล่านี้ ไปตัดมาจากภูเขาที่อยู่ห่างไกลมาก จนภูเขาหมดไป 12 ลูก ปราสาทหินขนาดใหญ่แต่ละแห่งจะมีการขุดคลองล้อมรอบเสมอ เรียกคลองที่ล้อมรอบนี้ว่า"บาราย" บารายรอบปราสาทแห่งหนึ่งที่ได้ไปเห็น กว้าง 6 กิโลเมตร ยาวถึง 18 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้คนโบราณเมื่อพันปีก่อนสร้างขึ้นมาด้วยแรงกายปราศจากเทคโนโลยีบรรดาที่เรารู้จักในเวลานี้

ขอมโบราณสร้างปราสาทเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อเป็นที่อยู่ ไม่ใช่พระราชวัง แต่เพื่อเป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของเขา ความศรัทธาในสิ่งที่ตนเองเชื่อคือพลังที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเชื่อได้สำเร็จ
_________________________________________

ผมอำลากัมพูชา ด้วยการไปดูหัวกะโหลกมนุษย์ที่ล้มตายเพราะถูกฆ่าในช่วงที่ประเทศแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ ผมไม่เคยเห็นหัวกะโหลกคนมากมายอย่างนี้มาก่อน ที่จริงยังมีเก็บอยู่ที่อื่นมากกว่าที่ผมไปดูอีก คนกัมพูชาบอกว่าพวกเขาตั้งใจเก็บไว้ให้ลูกหลานดูเพื่อเป็นบทเรียน ที่ประชาชาติของเขาจะไม่หวนกลับไปสู่เหตุการณ์เช่นนั้นอีก 
เช่นเดียวกับที่เคยไปเห็นที่เวียดนาม ที่นั่นเขาเก็บเศษซาก รถถัง เครื่องบินที่ตกระหว่างสงคราม เปลือกลูกระเบิดขนาดต่างๆ และอาวุธนานาชนิดที่เคยถล่มทำลายประเทศของเขา เขาเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจถึงวันคืนที่ข่มขื่นทุกข์ยากในอดีต วันนี้คนเวียดนามเขาไม่ติดค้างคาใจใดๆกับอดีต เป็นเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่งที่กำลังมุ่งไปข้างหน้า เปิดรับโลกใหม่ ชีวิตใหม่ด้วยจิตใจที่เปิดกว้างอย่างน่าชื่นชม


_________________________________________

อดีตนั้นไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ หรือโหดร้ายอย่างไรมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ทั้งอดีตและอนาคตไม่ได้มีอยู่ในขณะนี้ เราเกี่ยวข้องกับอดีตและอนาคตได้ด้วยความนึกคิด ถ้าจะคิดย้อนไปในอดีต หรือคิดไกลไปในอนาคตก็ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ลงมือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด