นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่

บทความใน Blog นี้ คัดลอกมาจากบางส่วนใน Facebook ของท่านอาจารย์วิจิตร คงพูล ซึ่งมีคุณค่า และมีพลัง ผมได้รับเกียรติอนุญาตให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่ เพื่อบันทึก และเผยแพร่ให้คนที่โชคดีได้ศึกษาแนวคิดของท่านต่อไปนานเท่านาน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บทความวันที่ 14 ธันวาคม 2554

วันหนึ่ง ขณะที่ผมยืนอยู่บนระเบียงอาคารเรียนชั้นสองของโรงเรียนสอนคนตาบอด เด็กน้อยคนหนึ่งเดินผ่านผมไปแล้ววกกลับมาถามว่า มาจากไหน ผมแปลกใจมากเลยถามเขาว่า หนูรู้ได้อย่างไรว่ามีคนแปลกหน้ามายืนอยู่ที่นี่ เขาตอบว่าผมได้กลิ่น(ที่แตกต่างจากคนในโรงเรียน) ผมเองไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองมีกลิ่นอย่างไร
เมื่อวานผมยืนดูเด็กหนุ่มตาบอดเดินร้องขายลอตเตอรี่ สลับกับการผิวปากสบายใจ เดินเข้าซอยเกือบถึงกำแพงก้นซอยแล้วหันหลังกลับออกมา ถึงปากซอยเลี้ยวซ้ายไปตามถนน โดยไม้เท้าไม่แตะฟุตบาทเลย ผมเดินเข้าไปถือวิสาสะจับแขนแล้วเดินคุยไปกับเขา ผมถามว่าทำไมเธอเลี้ยวซ้ายถูก เธอรู้ได้อย่างไรว่าถึงปากซอยแล้ว เขาตอบว่าฟังจากเสียงรถ แล้วเมื่อกี้มีรถจอดอยู่ข้างหน้าเห็นเธอหลีกก่อนที่ไม้เท้าจะไปถึง เธอรู้ได้อย่างไร เขาตอบว่าผมรู้สึกว่ามีอะไรขวางอยู่ เอ้าเธอตาบอดสนิทไหมเนี่ย....บอดสนิทเลยครับ ผมถามว่าเธออายุเท่าไหร่แล้ว เขาตอบว่า ๒๖ .....เธอรู้ไหมผมอายุเท่าไหร่ เขาคิดนิดหนึ่งตอบอายุผมได้ต่ำกว่าอายุจริงแต่ใกล้เคียง ประมาณเดียวกับที่คนตาดีๆเคยบอกผม ผมถามว่าเธอรู้อายุผมได้อย่างไร เขาตอบว่าฟังจากเสียงพูด
คนตาบอดเขายังมี “ความรู้สึก” และใช้ประโยชน์จากความรู้สึกในการมีชีวิตอยู่ ในขณะที่เราคนตาดีได้สูญเสียความรู้สึกไปเกือบหมดสิ้น สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างทั้งรูปเสียงกลิ่นรส ได้ถาโถมเข้าสู่ชีวิตเราจนอื้ออึง ถล่มทำลายความรู้สึกที่มีอยู่โดยธรรมชาติหดหายไปหมดสิ้น จนบางครั้งเราใช้ชีวิตละเมอเพ้อพกตามคนอื่นไป ตามกระแสโลก ตามสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นไป โดยปราศจากความรู้สึก เรารู้มากขึ้นทุกวันแต่รู้สึกกันน้อยลงๆ หุ่นยนต์กำลังถูกพัฒนาให้นึกคิดได้ใกล้เคียงมนุษย์ แต่มนุษย์กำลังจะเป็นหุ่นยนต์เส
ียเอง



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น