1) สองสามวันมานี้ กลับจากงานเฉลิมฉลองความสำเร็จ ต้องไปร่วมงานศพที่แสนเศร้า ลูกสาวสุดที่รักของดาวน์ไลน์คนหนึ่งเสียชีวิต เธอออกจากบ้านไปดูดไขมันที่ท้องแขน เสียชีวิตทันทีที่คลินิค ความสดใสเริงร่ากับความตายมันใกล้ชิดกันเกินไปจนไม่มีใครทำใจได้ เป็นเรื่องเศร้าเดิมๆที่เราพบเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ในบ้านเรา
ไขมันส่วนเกิน น้ำหนักเกิน ความอ้วน เป็นเหตุของความเศร้าความทุกข์และความตาย จนกลายเป็นปัญหาสาธารณะในบ้านเมืองเราไปแล้ว ปัญหาใหญ่นี้เกิดจากเหตุเล็กๆที่มองไม่เห็น คือความหวาน ไขมัน และแป้งขาวที่เจือมากับอาหารมื้อละเล็กละน้อย แต่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ฆาตกรสามตัวนี้เป็นส่วนประกอบของความอร่อย เดี๋ยวนี้ความอร่อย ไม่เป็นแต่เพียงความฝันของคนปรุงและคนกินเท่านั้น มันยังเป็นเป้าหมายจอมปลอมของสังคมบริโภคยุคใหม่อีกด้วย
2) เมื่อกี้ผมให้ความเห็นว่า ความอ้วนเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดจากเหตุเล็กๆน้อยๆที่มองไม่เห็น ที่จริงปัญหาใหญ่อื่นๆก็เป็นเช่นนี้ และที่จริงอย่างไม่น่าเชื่อ ความสำเร็จใหญ่ก็เกิดจากการสั่งสมของสิ่งเล็กๆได้เช่นเดียวกัน
ผมเองก็คุ้นเคยและเห็นด้วยตามที่ฝรั่งสอนว่าให้คิดใหญ่ ทำใหญ่ เพื่อความสำเร็จใหญ่ แต่ในชีวิตจริงไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป ดังเช่น ความสุขความสำเร็จที่แท้จริงยั่งยืนของพวกเราแทบทุกคน บางทีมันก็ไม่ได้เกิดจากการทำเรื่องใหญ่ๆเลยไม่ใช่หรือ
มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่คิดใหญ่ไม่ค่อยเป็น เรื่องง่ายๆก็คิดไม่ค่อยออก ทำเรื่องใหญ่ไม่ได้ แต่ลงมือทำสิ่งดีๆ เล็กๆน้อยๆ ทุกเมื่อเชื่อวัน สั่งสม ทับทวีกันขึ้นจนเป็นความสำเร็จใหญ่ได้ ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในธรรมชาติ ส่วนหนึ่งก็เกิดด้วยอาการเช่นนี้ ชีวิตเราก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เราก็สร้างความสำเร็จใหญ่ด้วยการทำสิ่งเล็กๆอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ได้เช่นกัน
คนอ้วนตัวเท่ายักษ์ต้องใช้ปั่นจั่นยก เกิดจากไขมันแป้งน้ำตาลที่เจือไปกับอาหารแต่ละคำ จอมปลวกใหญ่เหมือนภูเขาเลากา เกิดจากเม็ดดินจิ๋วๆ ที่สัตว์ตัวจิ๋วคาบไปสะสมกันขึ้น ถ้าคิดใหญ่ทำใหญ่ไม่ได้ ก็ลงมือทำสิ่งเล็กๆ สั่งสม ทับทวี ให้ยาวนานพอ ในที่สุดก็จะได้ความสำเร็จใหญ่ ได้เช่นเดียวกัน
3) น้ำตาล ได้รับเกียรติบรรจุให้เป็นอาหารหลักหมู่ที่ ๒ ของคนไทย ที่ต้องกินทุกวัน ทั้งที่ไม่มีเหตุผลแม้จะเป็นเพียงอาหารเสริม เพราะน้ำตาลที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ได้มาง่ายๆจากการย่อยแป้ง ที่มีอยู่ในอาหารสามัญราคาถูกดาษดื่น น้ำตาลไม่ได้เป็นอาหารประจำวันของคนไทยมาก่อน บรรพบุรุษของเรากินแต่อ้อย น้ำหวานจากมะพร้าวและโตนด มันไม่ใช่น้ำตาลอย่างที่เรากินกันอยู่ หากแต่เป็นอาหารธรรมชาติที่หากินยาก กินได้น้อย และไม่ได้กินทุกวัน จึงไม่เกิดพิษภัยกับร่างกาย
ปัจจุบันเราผลิตน้ำตาลกันเป็นอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำไร ไม่ใช่เพื่อสุขภาพ เดี๋ยวนี้คนไทยกินน้ำตาลจากโรงงานเฉลี่ยคนละหนึ่งกิโลกรัมต่อเดือน ถ้ากรอกน้ำตาลลงไปในเส้นเลือดมากขนาดนี้เป็นปีๆ ระบบร่างกายที่ทำงานเกี่ยวกับน้ำตาลรวนหมดทั้งระบบ เกิดการสะสมไขมัน เกิดการต้านอินซูลิน ตับอ่อนทรุดโทรม สารอาหารดีๆถูกใช้เปลืองไปกับการจัดการสิ่งเหลวไหลไร้ประโยชน์ น้ำตาลทำให้เกิด Social Cost ด้านสาธารณสุขมหาศาล ถึงเวลาที่เราจะต้องคิดบัญชีกับน้ำตาลได้แล้วยัง



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น